builds เลือกมาเล่า กับงาน Techsauce Global Summit : เมื่อ “NEXT” ไม่ใช่แค่เทรนด์ใหม่ แต่คือโอกาส

Techsauce Global Summit 2026: เมื่อ “NEXT” ไม่ใช่แค่เทรนด์ใหม่ แต่คือโอกาส ทุกปี builds มีโอกาสเข้าร่วม Techsauce Global Summit เพื่ออัปเดตมุมมองด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ Startup และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ปีนี้ก็เช่นกัน ในงาน Techsauce Global Summit 2026 มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่หนึ่งในมุมที่ทีม builds อยากหยิบกลับมาแชร์ คือคำว่า “NEXT” เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “เราจะตามโลกให้ทันอย่างไร?” แต่อาจเป็น “เราจะเลือกอยู่ตรงไหนในโลกใบใหม่?” NEXT จากเวที Techsauce คือ “โอกาส” ธีมของ Techsauce Global Summit 2026 คือ “The Race to The Next…” แต่คำว่า NEXT ไม่ได้หมายถึงเพียงเทคโนโลยีใหม่ เทรนด์ใหม่ หรือวิธีการทำงานรูปแบบใหม่เท่านั้น NEXT คือ “โอกาส” โอกาสมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กติกาเดิมกำลังเปลี่ยน เมื่อสิ่งที่เคยใช้ได้อาจไม่สามารถใช้ได้เหมือนเดิม และโลกกำลังเปิดพื้นที่ให้กับผู้เล่นใหม่ ๆ วันนี้เรากำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงครามการค้า การแข่งขันด้านบุคลากร เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงราคาสินค้าหรือทิศทางเศรษฐกิจ แต่คือการเคลื่อนตัวของ เงิน เทคโนโลยี พลังงาน คน และสินค้า ไปทั่วโลก คำถามจึงไม่ใช่เพียง “เราจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร?” แต่คือ “เราจะวางตำแหน่งของตัวเองอย่างไร ในโลกที่แผนที่กำลังถูกวาดขึ้นใหม่?” และนี่อาจเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมื่อ กติกาเปลี่ยน เกมก็เปลี่ยนและเมื่อเกมเปลี่ยน หน้าต่างแห่งโอกาสก็เปลี่ยนตามไปด้วย 🤖 AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “วิธีทำงาน” แต่กำลังเปลี่ยน “บทบาทของมนุษย์” อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI หลายสิ่งที่เราเคยคิดว่าต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือทีมเฉพาะทาง วันนี้คนคนเดียวสามารถเริ่มสร้างได้ง่ายขึ้นด้วย AI ไม่ว่าจะเป็น ApplicationWebsiteWorkflowAutomationหรือแม้แต่ AI Agent ที่ช่วยทำงานภายในองค์กร AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำงาน “เร็วขึ้น” แต่มันกำลังทำให้คนทั่วไปสามารถ “ทำสิ่งที่ใหญ่ขึ้น” ได้ อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ไม่ได้จบลงที่คำถามว่า “องค์กรของเราใช้ AI หรือยัง?” เพราะวันนี้หลายองค์กรเริ่มใช้ AI กันแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะออกแบบวิธีการทำงาน การตัดสินใจ และรูปแบบการดำเนินงานขององค์กรขึ้นมาใหม่อย่างไร โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบ?” AI อาจเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า AI จะทำได้ทุกอย่าง ในทางกลับกัน เมื่อ AI สามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ความสามารถบางอย่างของมนุษย์กลับยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ตั้งคำถาม → เข้าใจบริบท → ตัดสินใจ → เลือกทิศทาง → รับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างขึ้น เมื่อ “คำตอบ” หาได้ง่ายขึ้นการตั้งคำถามที่ดีจึงยิ่งสำคัญขึ้น และเมื่อ “การสร้าง” กลายเป็นเรื่องง่ายการรู้ว่า “อะไรควรถูกสร้าง” จึงมีความสำคัญมากกว่าเดิม 4 คำถามจาก Techsauce ที่อยากชวนทุกคนพกกลับไปคิดต่อ จากหลายเรื่องที่ได้ฟังและเห็นตลอดงาน Techsauce Global Summit 2026 เราลองสรุปออกมาเป็น 4 คำถามง่าย ๆ ผ่านคำว่า NEXT ไม่จำเป็นต้องตอบให้ได้ทั้งหมดวันนี้ แต่อาจใช้เป็น Checklist เล็ก ๆ สำหรับคิดถึงอนาคตของธุรกิจ องค์กร หรือแม้แต่ตัวเราเอง N — NEW REALITY โลกเปลี่ยนอะไรไปแล้ว? ลองมองให้ออกว่าอะไรคือ Macro Trend และ Micro Trend ที่กำลังเปลี่ยนแปลง และอะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น E — EFFECT สิ่งที่เปลี่ยนไปส่งผลกับเราอย่างไร? เมื่อโลกเปลี่ยน ลองถามต่อว่า การรู้ว่าโลกเปลี่ยนยังไม่พอ เราต้องรู้ด้วยว่า “มันเปลี่ยนเราอย่างไร?” X — eXPERIMENT เราจะลองทำอะไร? ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างพร้อม ลองถามตัวเองว่า “มีอะไรหนึ่งอย่างที่เราสามารถทดลองและเริ่มต้นได้ภายใน 30 วัน?” เพราะอนาคตไม่ได้เกิดขึ้นจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นจาก การลงมือทดลอง T — TOGETHER เราจะสร้างสิ่งนี้ร่วมกับใคร? ไม่มีใครสร้างอนาคตได้เพียงลำพัง บางโอกาสอาจเกิดจากการร่วมมือกับ Startup, Investor, Policymaker, นักวิจัย ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่คนจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง เพราะบางครั้งไอเดียใหม่ไม่ได้เกิดจากการคิดให้หนักขึ้นคนเดียว แต่เกิดจากการนำ คนที่แตกต่างกันมาสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน แล้ว NEXT ของคุณคืออะไร? สำหรับ builds การไป Techsauce ในแต่ละปีไม่ใช่แค่การไปดูว่า “มีเทคโนโลยีอะไรใหม่” แต่คือการกลับมาถามว่า อะไรเปลี่ยนไปแล้ว?มันกระทบกับเราอย่างไร?เราจะทดลองอะไรต่อ?และเราควรสร้างสิ่งนั้นร่วมกับใคร? เพราะสุดท้าย เราอาจไม่จำเป็นต้องทำนายอนาคตให้ถูกทั้งหมด แต่เราสามารถเลือกได้ว่า เมื่อโลกกำลังเปลี่ยน เราจะยืนอยู่ตรงไหน และจะเริ่มสร้างอะไรต่อจากตรงนั้น (cr.พี่ปู builds)
CMU Academy of AI (AAI) คืออะไร? รู้จักศูนย์กลางการขับเคลื่อน AI ของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

AI ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของคนเรียนคอมพิวเตอร์อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะเรียนหรือทำงานด้านธุรกิจ สุขภาพ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะ หรือวิศวกรรม AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีทำงาน และการสร้างนวัตกรรม CMU Academy of AI (AAI) หรือ อคาเดมีปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนเรื่อง AI ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษา การวิจัย การพัฒนาทักษะบุคลากร ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและธรรมาภิบาลด้าน AI เป้าหมายสำคัญคือทำให้ AI ไม่ได้อยู่แค่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ แต่เปิดโอกาสให้ นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากร มช. สามารถเข้าใจและประยุกต์ใช้ AI กับศาสตร์และงานของตัวเองได้อย่างเหมาะสม CMU Academy of AI (AAI) คืออะไร? CMU Academy of AI (AAI) เป็นแพลตฟอร์มระดับมหาวิทยาลัยสำหรับบูรณาการทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเปิดตัว CMU AAI เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยวางเป้าหมายให้เกิดระบบนิเวศ AI ที่เชื่อมทั้งการเรียนรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คน มช. ใช้ AI เป็น” แต่รวมไปถึง “ทำอย่างไรให้คน มช. เข้าใจ AI เลือกใช้ได้ถูกต้อง และนำ AI ไปสร้างคุณค่ากับสิ่งที่ตัวเองเรียน วิจัย หรือทำงานอยู่” นี่ทำให้ CMU AAI เกี่ยวข้องกับคนในมหาวิทยาลัยมากกว่าที่หลายคนคิด 4 เรื่องหลักที่ CMU Academy of AI กำลังขับเคลื่อน CMU Academy of AI วางกรอบการดำเนินงานไว้ 4 ด้าน ได้แก่ Learning, Innovation, Productivity และ Infrastructure Preparation 1. Learning — เปิดเส้นทางให้ทุกสาขาเรียนรู้ AI ด้านแรกคือการสร้างโอกาสให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะ AI ตามระดับความสนใจและเป้าหมายของตัวเอง แนวทางการเรียนรู้ครอบคลุมตั้งแต่ จุดสำคัญคือเส้นทางเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเฉพาะนักศึกษาสายเทคโนโลยี แต่มุ่งให้นักศึกษา ทุกคณะและทุกสาขา สามารถเข้าถึง AI ได้ ดังนั้นคำถามสำหรับนักศึกษาอาจไม่ใช่แค่ “ฉันเรียน AI ได้ไหม?” แต่อาจเป็น “AI จะช่วยสิ่งที่ฉันกำลังเรียนอยู่ได้อย่างไร?” 2. Innovation — ใช้ AI ต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม อีกบทบาทหนึ่งของ CMU AAI คือการเชื่อมองค์ความรู้ด้าน AI เข้ากับงานวิจัยและการแก้โจทย์จากศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI สำหรับสุขภาพ การศึกษา เกษตร ธุรกิจ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยตรง มหาวิทยาลัยต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ความเชี่ยวชาญจากหลายสาขาสามารถทำงานร่วมกัน และผลักดันให้เกิดงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงได้ สำหรับ อาจารย์และนักวิจัย มช. นี่จึงเป็นโอกาสในการมอง AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยทำงาน แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สามารถนำไปสร้างโจทย์วิจัย วิธีการใหม่ หรือความร่วมมือข้ามศาสตร์ได้ 3. Productivity — AI เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น AI ยังสามารถช่วยงานจำนวนมากที่เกิดขึ้นทุกวันในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การสรุปข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เตรียมเนื้อหา วางแผนงาน ไปจนถึงช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ CMU AAI จึงมีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะ AI ของบุคลากร พร้อมสนับสนุนการนำ AI มาใช้เพิ่ม Productivity อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยวางเป้าหมายให้มีบุคลากรอย่างน้อย 50% ได้รับการพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการทำงานในยุคดิจิทัล สำหรับอาจารย์ นี่อาจหมายถึงการใช้ AI ช่วยเตรียมการสอน วิเคราะห์ข้อมูล หรือออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับบุคลากร อาจเป็นการลดงาน Routine หรือช่วยจัดการข้อมูลให้รวดเร็วขึ้น แต่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นภายใต้กรอบการใช้งานที่เหมาะสม 4. Infrastructure Preparation — มี AI อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบบรองรับ การนำ AI มาใช้ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องที่ต้องคิดมากกว่าการเลือกว่าจะใช้ ChatGPT, Gemini หรือเครื่องมือใด ยังมีเรื่องของ CMU Academy of AI จึงครอบคลุมการเตรียม Infrastructure และระบบธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้ AI สามารถเกิดขึ้นอย่างมั่นคง ปลอดภัย และตรวจสอบได้ นักศึกษา มช. ใช้ AI ได้แค่ไหน? หนึ่งในเรื่องที่นักศึกษาน่าจะสงสัยที่สุดคือ “แล้วตกลงทำงานส่งอาจารย์ ใช้ AI ได้หรือไม่ได้?” คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับรายวิชา งาน และขอบเขตที่อาจารย์กำหนด ประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในบริบทของการศึกษา พ.ศ. 2569 กำหนดแนวทางให้การใช้ AI คำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส จริยธรรม และความรับผิดชอบ สำหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยกำหนดหลักสำคัญไว้ว่า ผู้เรียนต้องสามารถระบุได้ว่าใช้ AI อะไรและ AI มีส่วนร่วมกับผลงานอย่างไร ต้องมีความรู้เพียงพอที่จะใช้งานอย่างเหมาะสม และยังคงต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น พูดง่าย ๆ คือ AI เป็นผู้ช่วยได้ แต่ AI ไม่ได้มารับผิดชอบงานแทนเรา แล้วอาจารย์ มช. จะใช้ AI ในการเรียนการสอนได้อย่างไร? ในมุมของอาจารย์ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ตั้งแต่การออกแบบการเรียนรู้ การเตรียมสื่อ ไปจนถึงการสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ แต่เมื่อมีการใช้ AI กับผู้เรียน มหาวิทยาลัยกำหนดให้มีการคำนึงถึงวัตถุประสงค์และผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมถึงควรแจ้งผู้เรียนให้ทราบถึงการใช้ AI และตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้งาน ในกรณีที่ใช้ AI เพื่อการประเมินผล ยังต้องพิจารณาเรื่องอคติของเครื่องมือ และมีมนุษย์ร่วมกำกับกระบวนการประเมินหรือ Human in the Loop ด้วย มหาวิทยาลัยยังเสนอแนวทางให้อาจารย์สามารถกำหนดขอบเขตการใช้ AI ในแต่ละงานหรือรายวิชาได้หลายระดับ ตั้งแต่ ไม่อนุญาตให้ใช้ AI ไปจนถึงการอนุญาตให้ใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบและใช้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ นี่จึงเป็นโจทย์ใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการเรียนการสอน: ไม่ใช่แค่ “จะห้าม AI อย่างไร” แต่คือ “จะออกแบบการเรียนรู้ในวันที่นักศึกษามี AI อยู่ข้างตัวอย่างไร” จาก AI Literacy สู่ AI Minor สำหรับนักศึกษาที่อยากเรียน AI มากกว่าการใช้เครื่องมือทั่วไป มหาวิทยาลัยยังมีเส้นทางการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดไปสู่ AI Minor AI Minor เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสาขาอื่นได้เพิ่มเติมความรู้และทักษะด้าน AI ควบคู่ไปกับสาขาหลักของตัวเอง และก่อนเข้าสู่เส้นทาง AI Minor จะมี Prep Course for AI Minor เพื่อเตรียมพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นก่อนเรียนต่อในระดับถัดไป Prep Course for AI Minor รุ่นที่ 2 จากความร่วมมือระหว่าง builds และ CMU Academy of AI (AAI) เปิด Prep Course for AI Minor รุ่นที่ 2 สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุกสาขาและทุกหลักสูตร หลักสูตรออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน Programming และใช้รูปแบบ Workshop-Based Learning เน้นการลงมือทำจริง Roadmap 7 หัวข้อ วันที่ หัวข้อ 12 กันยายน 2569 Introduction to AI & Programming Logic 13 กันยายน 2569 Programming Logic for AI 19 กันยายน 2569 Data Management for AI 20 กันยายน 2569 Statistics for AI 26 กันยายน 2569 Data Preparation & Basic Data Analysis 27 กันยายน 2569 Math & Calculus for AI 3 ตุลาคม 2569 AI Application Workshop & Final Practice นักศึกษาที่เคยเรียนรุ่นที่ 1 แต่ยังเก็บไม่ครบทั้ง 7 หัวข้อ สามารถมาเรียนหัวข้อที่ขาดในรุ่นที่ 2 ได้ ส่วนคนที่ ยังไม่เคยเริ่มเรียน AI มาก่อนก็สมัครได้เช่นกัน สิ่งที่จะได้รับ เปิดรับสมัครถึง 11 กันยายน 2569เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย📍 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 👉 สมัคร: https://cmu.to/PrepCourseForAIMinor ผู้เรียนต้องนำ Notebook มาเรียนทุกครั้ง เนื่องจากกิจกรรมเป็น Workshop AI ที่ มช. ไม่ได้มีแค่ AI Minor CMU Academy of AI เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการสร้าง AI Ecosystem ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาเครื่องมือและโครงการด้าน AI หลายรูปแบบ ตั้งแต่ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ หลักสูตร AI Literacy ไปจนถึงการสร้าง AI Learning Pathway เพื่อให้นักศึกษาสามารถเลือกพัฒนาทักษะได้ตามเป้าหมายของตัวเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มสนใจ AI อาจารย์ที่กำลังคิดว่าจะปรับการเรียนการสอนอย่างไร นักวิจัยที่อยากนำ AI ไปต่อยอดงาน หรือบุคลากรที่อยากทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น CMU Academy of AI (AAI) จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ควรติดตาม เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การทำให้ทุกคนกลายเป็น AI Engineer แต่คือการทำให้คน มช. สามารถ เข้าใจ AI ใช้ AI เป็น และเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
โรงเรียนมงฟอร์ต × มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมลงนาม MOU สร้าง Future Learning Ecosystem เชื่อมการเรียนรู้สู่ Entrepreneurship และ Innovation

โรงเรียนมงฟอร์ต และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งอนาคต หรือ Future Learning Ecosystem เชื่อมการเรียนรู้ในโรงเรียนเข้ากับองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ หลักสูตร เครือข่าย และประสบการณ์จากมหาวิทยาลัย พร้อมพัฒนาไปสู่กรอบความร่วมมือ MOU และกิจกรรมที่นักเรียนสามารถลงมือทำจริง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงการจัดกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่กำลังออกแบบเป็น เส้นทางการเรียนรู้ระยะยาว ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาความสนใจ พัฒนาทักษะ ทดลองสร้างผลงาน และต่อยอดไปสู่การศึกษาหรือโอกาสในอนาคต จากความร่วมมือสู่ Future Learning Ecosystem แนวคิดสำคัญของความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนมงฟอร์ต × มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือการนำจุดแข็งของทั้งสองสถาบันมาเชื่อมต่อกัน ฝั่งโรงเรียนมีทั้งนักเรียน ครู หลักสูตร การพัฒนานักเรียน Career Track และ Student Portfolio ขณะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีองค์ความรู้จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ หลักสูตรมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ Lifelong Education โปรแกรมนานาชาติ และเครือข่ายระดับโลก เมื่อสองระบบนิเวศนี้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน จึงเกิดแนวคิดของ Future Learning Ecosystem ที่ทำให้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทาง” หลังเรียนจบมัธยมศึกษา แต่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่ระหว่างที่ยังอยู่ในโรงเรียน แนวคิดนี้ถูกสรุปไว้ในภาพใหญ่ว่า One Student, One Journey นักเรียนหนึ่งคน สามารถมีเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกันได้ตั้งแต่การค้นหาความสนใจ การทดลอง การพัฒนาตัวเอง จนถึงการศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพ จากหลายโอกาส สู่ Flagships ที่ทำงานร่วมกัน โรงเรียนมงฟอร์ต x มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Future Learning Ecosystem ไม่ได้ประกอบด้วยโครงการเดียว แต่เป็นการนำหลายมิติของการเรียนรู้มารวมกันเป็นทิศทางเดียว ในแผนความร่วมมือมีการพัฒนา Flagships หลัก ได้แก่ Flagship 01: Entrepreneurship & Innovation สร้างทักษะการคิด การแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาไอเดียสู่การลงมือทำจริง Flagship 02: Credit Bank & Lifelong Learning เชื่อมการเรียนรู้ระดับโรงเรียนกับหลักสูตรและประสบการณ์ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมและสามารถสะสมหลักฐานการเรียนรู้ได้ Flagship 03: International Pathway สร้างเส้นทางสู่นานาชาติ เชื่อมการเตรียมความพร้อม การศึกษาต่อ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบสนับสนุนด้าน Global Experience รวมถึงการพัฒนาทักษะภาษาและความพร้อมของทั้งนักเรียนและครู เป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างโครงการที่แยกออกจากกัน แต่คือการสร้าง เส้นทางการเรียนรู้เดียวที่นักเรียนสามารถเลือกและต่อยอดตามความสนใจของตัวเองได้ Entrepreneurship & Innovation จาก “คิด” สู่ “สร้างจริง” หนึ่งใน Flagship สำคัญของความร่วมมือคือ Entrepreneurship & Innovation Pathway เส้นทางนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า “นักเรียนจะทำธุรกิจอะไร?” แต่เริ่มจากการฝึกให้นักเรียนมองเห็นปัญหา เข้าใจผู้คน ทดลองคิดแนวทางแก้ไข และเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง กระบวนการถูกออกแบบเป็น 4 ช่วงหลัก DESIGN → BUILD → PITCH → IMPACT DESIGN — เข้าใจปัญหาก่อนสร้างคำตอบ นักเรียนเริ่มจากกระบวนการ Design Thinking เพื่อเรียนรู้การสังเกต ตั้งคำถาม ทำความเข้าใจปัญหา และออกแบบแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ BUILD — Hackathon จากไอเดียสู่ Prototype หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของช่วงนี้คือ Hackathon Hackathon ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงการแข่งขันหาไอเดียที่ดีที่สุด แต่เป็นพื้นที่ทดลองที่ทำให้นักเรียนต้องเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นักเรียนจะได้ทำงานเป็นทีม พัฒนาแนวคิด ทดลองสร้าง Prototype และเรียนรู้พื้นฐานของ Business Model สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครชนะ” แต่คือการที่นักเรียนได้พบว่า ไอเดียหนึ่งสามารถถูกทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร PITCH — เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและ Mentor หลังจากสร้างแนวคิดและต้นแบบ นักเรียนจะได้ฝึกสื่อสารและนำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญและ Mentor การ Pitch จึงไม่ใช่เพียงการฝึกพูดบนเวที แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้นักเรียนได้รับ Feedback เห็นมุมมองใหม่ และกลับไปพัฒนาแนวคิดของตัวเองให้แข็งแรงขึ้น IMPACT — ต่อจากกิจกรรมไปสู่โอกาสจริง เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงหลังจบกิจกรรม ผลงานของนักเรียนสามารถพัฒนาเป็น Portfolio ต้นแบบ โครงการ หรือโอกาสในการเรียนรู้ขั้นต่อไปได้ นี่คือจุดที่การเรียนรู้เปลี่ยนจาก “รู้” → “ทำ” → “สร้าง” → “สร้างคุณค่า” builds CMU กับบทบาทใน Flagship Entrepreneurship & Innovation ร่วมกับ โรงเรียนมงฟอร์ต ภายใต้ Flagship ด้าน Entrepreneurship & Innovation มี builds CMU เป็นหนึ่งในกลไกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เข้ามาเชื่อมต่อประสบการณ์ด้าน Startup, Entrepreneurship และ Innovation builds CMU ทำหน้าที่สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นการลงมือทำ ตั้งแต่การค้นหาโจทย์ การพัฒนาไอเดีย การสร้าง Prototype การคิด Business Model ไปจนถึงการนำเสนอและรับคำแนะนำจาก Mentor และผู้เชี่ยวชาญ เมื่อองค์ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมกับนักเรียนโรงเรียนมงฟอร์ต Hackathon จึงสามารถเป็นมากกว่ากิจกรรมระยะสั้น แต่เป็น จุดเริ่มต้นของ Entrepreneurial Journey ที่ช่วยให้นักเรียนได้ทดลองเป็นทั้งนักคิด นักสร้าง และผู้แก้ปัญหา ก่อนที่จะต้องตัดสินใจเรื่องการเรียนหรืออาชีพในอนาคต MOU ที่ต้องนำไปสู่การลงมือทำจริง อีกองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือคือการพัฒนา กรอบ MOU ที่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงข้อตกลงระดับสถาบัน แต่จะต้องสามารถแตกออกมาเป็น Annual Action Plan และโครงการที่เกิดขึ้นจริง เส้นทางของ Partnership จึงมีตั้งแต่ ความร่วมมือ → MOU → Annual Action Plan → Pilot Projects → Impact for Students แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยน Partnership จากสิ่งที่อยู่บนเอกสาร ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักเรียนสามารถสัมผัสได้จริง ไม่ว่าจะผ่าน Hackathon การเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาทักษะ การเรียนระดับมหาวิทยาลัย หรือการสร้างโอกาสในระดับนานาชาติ โรงเรียนมงฟอร์ต × มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากผู้เรียนสู่ผู้สร้าง ความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนมงฟอร์ต และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเพิ่มกิจกรรมให้กับนักเรียน แต่คือการออกแบบ Future Learning Ecosystem ที่เชื่อมโรงเรียน มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสในการเรียนรู้เข้าด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนสามารถค้นพบศักยภาพของตัวเองผ่านการลงมือทำ จากผู้ที่เคยรอรับความรู้ ไปสู่คนที่สามารถตั้งคำถาม ทดลอง สร้าง และพัฒนาคำตอบของตัวเองได้ และสำหรับ Flagship ด้าน Entrepreneurship & Innovation นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้นักเรียนคนหนึ่งค้นพบว่า ตัวเองก็สามารถเป็นผู้สร้างนวัตกรรมได้ Montfort × CMU Learn. Build. Impact.
Kanazawa University ส่งนักศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ builds มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Kanazawa University ประเทศญี่ปุ่น ส่งนักศึกษา จำนวน 10 คน เดินทางมายังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการ 2×2 Exchange Student Program เพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเปิดมุมมองใหม่ผ่านบริบทจริงของประเทศไทย โดยมี builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program ร่วมต้อนรับและเชื่อมโยงการเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่นักศึกษาอยู่ในเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 นักศึกษาทั้ง 10 คนได้เข้าพบทีม builds ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความสนใจ และแนะนำหัวข้อหรือโปรเจกต์ที่แต่ละคนตั้งใจศึกษาและพัฒนาระหว่างการเข้าร่วมโครงการ สำหรับผู้ที่อยากรู้จักมหาวิทยาลัยต้นทางเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูลได้ที่ Official Website Kanazawa University กับการเรียนรู้ผ่านบริบทจริงในเชียงใหม่ การเดินทางมาเรียนรู้ในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนสถานที่เรียน แต่ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้พบกับสภาพแวดล้อม วิธีคิด ผู้คน และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันของตนเอง ระหว่างช่วงเวลาที่อยู่ในเชียงใหม่ นักศึกษาจาก Kanazawa University จะได้เรียนรู้จากบริบทจริงของประเทศไทย ทั้งด้านการทำงาน ธุรกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต พร้อมนำมุมมองและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นมาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและผู้ประกอบการในเชียงใหม่ สิ่งสำคัญของการแลกเปลี่ยนลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “มาศึกษาดูงาน” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ตั้งคำถาม สังเกต ทดลองพูดคุย และเรียนรู้จากความแตกต่างที่พบเจอด้วยตัวเอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากหลากหลายประเทศเข้ามาสัมผัสบริบทของภาคเหนือและประเทศไทย โดยสามารถดูข้อมูลมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมได้ที่ Chiang Mai University แลกเปลี่ยนแนวคิดธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจของกิจกรรมคือการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านธุรกิจและการทำงานระหว่างนักศึกษาจากประเทศไทยและญี่ปุ่น นักศึกษาญี่ปุ่นสามารถนำแนวคิด วิธีการมองปัญหา และประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นมาแบ่งปัน ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจ การสร้างผลิตภัณฑ์ หรือการทำงานในบริบทของประเทศไทยมีความเหมือนและแตกต่างจากประเทศของตนเองอย่างไร การเรียนรู้เช่นนี้ช่วยให้นักศึกษาเห็นว่า การทำธุรกิจไม่ได้มีคำตอบเดียว แนวคิดเดียวกันอาจต้องปรับให้เหมาะกับลูกค้า วัฒนธรรม พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ สำหรับนักศึกษาที่อยากทำความเข้าใจพื้นฐานด้าน Startup เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ Startup คืออะไร? builds มีคำตอบ พร้อม 20 คำศัพท์สตาร์ทอัพควรรู้ จากนักศึกษา 3 คนในปีที่ผ่านมา สู่ 10 คนในปีนี้ ความร่วมมือไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้ ในปีที่ผ่านมา builds เคยมีโอกาสต้อนรับนักศึกษาจากญี่ปุ่น จำนวน 3 คน ซึ่งได้เข้ามาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเชียงใหม่ ทั้งด้านการทำงาน ธุรกิจ และวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น จากการแลกเปลี่ยนในครั้งนั้น ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่องมายังปีนี้ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 10 คน แม้จำนวนผู้เข้าร่วมจะเพิ่มขึ้น แต่หัวใจของกิจกรรมยังคงเหมือนเดิม คือการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากต่างประเทศได้เรียนรู้จากกันและกันผ่านประสบการณ์จริง builds พื้นที่เชื่อมโยงนักศึกษา ไอเดีย และโอกาสใหม่ builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program เป็นโปรแกรมสร้างสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สนับสนุนนักศึกษาตั้งแต่การค้นหาความสนใจ การพัฒนาไอเดีย การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการทดลองกับตลาดจริง ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ builds เพิ่มเติมได้ที่ เกี่ยวกับ builds CMU นอกจากการพัฒนาธุรกิจแล้ว builds ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Community และการเชื่อมโยงผู้คนที่มีความสนใจแตกต่างกันให้ได้มีโอกาสพบและเรียนรู้ร่วมกัน การต้อนรับนักศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเชื่อมโยงนักศึกษาไทยและญี่ปุ่นให้ได้พูดคุยกันจริง เพราะหลายครั้ง ไอเดียใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งคิดคนเดียว แต่อาจเริ่มจากการได้พูดคุยกับคนใหม่ ได้เห็นวิธีคิดที่ต่างจากเรา หรือได้ฟังว่าคนจากอีกประเทศหนึ่งมองปัญหาเดียวกันอย่างไร นักศึกษา มช. ที่อยากรู้จักเพื่อนจาก Kanazawa University เข้ามาพูดคุยกันได้ ช่วงเวลาที่นักศึกษาเดินทางมาเชียงใหม่ตรงกับช่วงสอบของนักศึกษา มช. พอดี 📚 แต่สำหรับใครที่มีเวลาว่าง และสนใจเรื่องประเทศญี่ปุ่น Startup ธุรกิจ วัฒนธรรม การเรียนต่อต่างประเทศ หรือเพียงอยากมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนนักศึกษาญี่ปุ่น สามารถเข้ามารู้จักกันได้ ไม่จำเป็นต้องมี Startupไม่จำเป็นต้องมีโปรเจกต์และไม่จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เพียงมีเรื่องที่สนใจร่วมกัน ก็สามารถเริ่มต้นบทสนทนาได้แล้ว หากสนใจ สามารถติดต่อทีม builds เพื่อให้ทีมงานช่วยเชื่อมโยงและแนะนำให้รู้จักกันได้ที่ Contact builds CMU การแลกเปลี่ยนที่เริ่มต้นจากบทสนทนา การได้พบกับคนที่เติบโตมาในอีกประเทศหนึ่ง อาจทำให้เราเห็นเรื่องเดิมในมุมที่ต่างออกไป บางบทสนทนาอาจทำให้เราได้เพื่อนใหม่บางบทสนทนาอาจกลายเป็นไอเดียใหม่และบางครั้งอาจนำไปสู่โปรเจกต์หรือโอกาสใหม่ในอนาคต 2×2 Exchange Student Program จึงเป็นมากกว่าการเดินทางมาเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้นักศึกษาจากประเทศไทยและญี่ปุ่นได้เรียนรู้จากกันและกัน ผ่านผู้คน วัฒนธรรม ธุรกิจ และประสบการณ์จริง Welcome to Chiang Mai.Welcome to builds 🧡
เทคนิคอ่านหนังสือ ให้จำได้นานขึ้น: ทำไม Self-Quiz อาจเวิร์กกว่าการอ่านซ้ำ

เทคนิคอ่านหนังสือให้จำได้นานขึ้น: ทำไม Self-Quiz อาจเวิร์กกว่าการอ่านซ้ำ ช่วงสอบแบบนี้ builds มีงานวิจัยมาเล่าให้ฟัง 📚 หลายคนน่าจะเคยเจอสถานการณ์เดียวกัน อ่านชีทเดิมซ้ำไปหลายรอบ รู้สึกว่าเนื้อหาคุ้นมาก เหมือนจะจำได้หมดแล้ว แต่พอเจอคำถามจริงกลับนึกคำตอบไม่ออก ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เรา “อ่านน้อยเกินไป” เสมอไป แต่อาจอยู่ที่ เทคนิคอ่านหนังสือ ที่เราใช้ เพราะการอ่านจนรู้สึกคุ้นกับเนื้อหา กับการสามารถดึงข้อมูลออกจากความจำได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน งานวิจัยด้านการเรียนรู้พบสิ่งที่น่าสนใจว่า การอ่านซ้ำอาจช่วยให้เราทำได้ดีในระยะสั้น แต่ถ้าอยากจำข้อมูลได้นานขึ้น การลองดึงคำตอบออกมาจากความจำ หรือที่เรียกว่า Retrieval Practice อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่า อ่านซ้ำหลายรอบ ทำไมยังนึกไม่ออกตอนสอบ? เวลาเราอ่านข้อความเดิมซ้ำหลายรอบ สมองเริ่มรู้สึกว่าเนื้อหานั้น “คุ้น” เราเห็นหัวข้อนี้มาแล้วเราจำตำแหน่งในชีทได้เราอ่านประโยคนี้แล้วรู้สึกว่าเข้าใจ ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เราคิดว่า “น่าจะจำได้แล้ว” แต่ตอนเข้าสอบ โจทย์ไม่ได้ถามเราว่า “ข้อความนี้ดูคุ้นไหม?” สิ่งที่เราต้องทำจริงคือ ดึงข้อมูลที่ไม่มีอยู่ตรงหน้าออกมาจากความจำ แล้วนำข้อมูลนั้นมาตอบคำถาม อธิบาย หรือประยุกต์ใช้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เทคนิคอ่านหนังสือ ที่มีการฝึกเรียกข้อมูลออกมาจากสมอง จึงน่าสนใจสำหรับการเตรียมสอบ งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับการอ่านซ้ำและ Self-Quiz? งานวิจัยของ Henry L. Roediger III และ Jeffrey D. Karpicke ในปี 2006 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ศึกษาสิ่งที่เรียกว่า Testing Effect ในการทดลอง นักศึกษาได้เรียนเนื้อหาจากบทความ แล้วเปรียบเทียบระหว่างการกลับไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติม กับการพยายามเรียกข้อมูลที่จำได้ออกมาด้วยตัวเองผ่านการทำ free-recall test พูดง่าย ๆ คือไม่ได้ให้เปิดหนังสือแล้วอ่านต่อ แต่ให้ลองนึกว่า “จากที่เพิ่งอ่านไป เราจำอะไรได้บ้าง?” จากนั้นจึงทดสอบความจำอีกครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน หลังจากเรียนไป 5 นาที การอ่านซ้ำดูเหมือนจะดีกว่า ผลการทดลองพบว่า เมื่อทดสอบหลังจากเรียนเพียงประมาณ 5 นาที กลุ่มที่กลับไปอ่านซ้ำ จำได้ประมาณ 81% ขณะที่ กลุ่มที่ได้ลองเรียกข้อมูลจากความจำ จำได้ประมาณ 75% ถ้ามองเฉพาะผลระยะสั้น การอ่านซ้ำจึงดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีกว่า และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า การอ่านชีทวนไปหลาย ๆ รอบ “ได้ผล” เพราะข้อมูลยังสดและคุ้นอยู่ในหัว แต่เรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผ่านไป 1 สัปดาห์ ผลกลับกัน เมื่อนักศึกษากลับมาทดสอบอีกครั้งหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ กลุ่มที่อ่านซ้ำจำได้เหลือประมาณ 42% ในขณะที่กลุ่มที่เคยลองเรียกข้อมูลออกมาจากความจำ จำได้ประมาณ 56% พูดอีกแบบคือ เทคนิคที่ดูเหมือนทำได้แย่กว่าในช่วง 5 นาทีแรก กลับช่วยรักษาข้อมูลไว้ได้ดีกว่าเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้เรียกว่า Testing Effect หรือมักพูดถึงในบริบทของ Retrieval Practice Retrieval Practice คืออะไร? Retrieval Practice คือการฝึก พยายามเรียกข้อมูลออกจากความจำโดยไม่ได้มองคำตอบอยู่ตรงหน้า สำหรับนักศึกษา เราอาจเรียกให้ง่ายขึ้นว่า Self-Quiz แต่คำว่า Quiz ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงข้อสอบแบบ ก ข ค ง ในงานวิจัยต้นฉบับ ผู้เข้าร่วมทำ free recall คือพยายามเขียนสิ่งที่ตัวเองจำได้ออกมา โดยไม่ได้รับคำตอบจากเนื้อหาตรงหน้าในขณะนั้น ดังนั้นหัวใจสำคัญไม่ใช่ว่าเราต้องสร้างข้อสอบสวย ๆ ให้ตัวเอง แต่คือการทำให้สมองต้องออกแรงค้นหาคำตอบ เช่น อ่านเรื่อง Business Model Canvas จบแล้วปิดชีท จากนั้นลองเขียนว่า 9 ช่องมีอะไรบ้าง หรืออ่านเนื้อหาในวิชาเรียนแล้วลองอธิบายเรื่องนั้นด้วยภาษาของตัวเองโดยไม่เปิดโน้ต ยิ่งเราตรวจเจอว่า “ตรงนี้นึกไม่ออก” เรายิ่งรู้ว่าควรกลับไปทบทวนตรงไหน เทคนิคอ่านหนังสือแบบ Self-Quiz ทำอย่างไร? ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีอ่านทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องสร้างข้อสอบหลายสิบข้อ ลองเริ่มจากวงจรง่าย ๆ 4 ขั้นตอน จากเดิมที่เราอาจใช้เวลาเป็น อ่าน → อ่านซ้ำ → อ่านซ้ำ ลองเปลี่ยนเป็น อ่าน → ปิดหนังสือ → ลองตอบ → ตรวจสอบ นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกอ่านซ้ำทั้งหมด แต่เป็นการเปลี่ยนจากการรับข้อมูลเข้าอย่างเดียว ให้มีช่วงที่สมองต้องพยายามเรียกข้อมูลออกมาด้วย ตัวอย่าง Self-Quiz ที่ทำได้โดยไม่ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม ถ้าเป็นวิชาที่ต้องจำเนื้อหา หลังอ่านหนึ่งหัวข้อ ลองหยิบกระดาษเปล่าแล้วเขียน Keyword ทั้งหมดที่จำได้ จากนั้นเปิดหนังสือเช็กว่าขาดอะไร ถ้าเป็นวิชาที่ต้องอธิบายแนวคิด ลองถามตัวเองว่า “ถ้าต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังภายใน 1 นาที เราจะพูดว่าอะไร?” ถ้าเป็นสูตรหรือขั้นตอน ลองปิดชีทแล้วเขียนสูตรหรือเรียงขั้นตอนใหม่ตั้งแต่ต้น ถ้าเป็นคำศัพท์ ลองดูเฉพาะคำถามหรือคำศัพท์ แล้วตอบความหมายก่อนเปิดเฉลย ส่วนคนที่ชอบใช้ AI ก็สามารถให้ AI ช่วยสร้างคำถามจากโน้ตของเราได้ แต่จุดสำคัญคือ อย่าให้ AI เฉลยทันที ลองตอบจากความจำก่อน แล้วค่อยให้ช่วยตรวจคำตอบ แล้วการอ่านซ้ำไม่มีประโยชน์เลยหรือ? ไม่ใช่ งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่า “ห้ามอ่านซ้ำ” หรือ Self-Quiz จะดีกว่าในทุกสถานการณ์ ผลการทดลองเองยังพบว่าในช่วงเวลาสั้นมาก กลุ่มที่อ่านซ้ำทำคะแนนได้ดีกว่า และการอ่านยังจำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจเนื้อหาในครั้งแรก ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะ อ่าน หรือ ไม่อ่าน แต่คือ หลังจากอ่านแล้ว เราให้สมองได้ลองเรียกข้อมูลออกมาบ้างหรือยัง? เพราะถ้าเราใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอ่านสิ่งที่มีคำตอบอยู่ตรงหน้า เราอาจไม่ได้ฝึกกระบวนการเดียวกับที่ต้องใช้ในห้องสอบมากนัก ลองใช้เทคนิคนี้ก่อนสอบครั้งหน้า ถ้ามีเวลาอ่านหนังสือ 30 นาที ลองแบ่งใหม่แบบง่าย ๆ เวลา สิ่งที่ทำ 15 นาที อ่านและทำความเข้าใจเนื้อหา 5 นาที ปิดชีท แล้วเขียนหรือพูดสิ่งที่จำได้ 5 นาที เปิดเช็กคำตอบและหาจุดที่ยังไม่แม่น 5 นาที ลองตอบจุดที่ผิดอีกครั้งโดยไม่เปิดดู สิ่งสำคัญคือ อย่าตกใจถ้าปิดหนังสือแล้วรู้สึกว่า “จำไม่ได้เลย” ความยากตอนพยายามนึก ไม่ได้แปลว่าการเรียนไม่ได้ผลเสมอไป เพราะสิ่งที่ Retrieval Practice ต้องการก็คือการให้สมองได้ฝึกค้นหาและเรียกข้อมูลกลับมาใช้นั่นเอง เทคนิคอ่านหนังสือที่ดี อาจไม่ใช่การอ่านให้เยอะที่สุด ก่อนสอบครั้งหน้า ถ้าอ่านเนื้อหาเดิมมาหลายรอบแล้ว ลองหยุดแล้วถามตัวเองสักครั้งว่า “ถ้าปิดชีทตอนนี้ เราตอบอะไรได้บ้าง?” เพราะตอนเข้าสอบ เราไม่ได้ถูกถามว่า “เคยเห็นข้อนี้ไหม?” แต่เราต้อง ดึงคำตอบออกมาจากความจำให้ได้ ดังนั้น เทคนิคอ่านหนังสือที่ช่วยให้เราเตรียมตัวได้ดีขึ้น อาจไม่ใช่การอ่านให้ครบอีกหนึ่งรอบเสมอไป แต่อาจเป็นการเว้นเวลาสักส่วนหนึ่งไว้สำหรับ Self-Quiz และ Retrieval Practice ช่วงสอบนี้ builds จะคอยหยิบงานวิจัย แนวคิด และเครื่องมือที่เอาไปใช้ได้จริงมาเล่าให้ฟัง เพราะการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่การรับข้อมูล แต่คือการทดลองว่าอะไรเหมาะกับตัวเรา แล้วนำไปใช้จริง ขอให้ทุกคนสอบผ่านไปได้ด้วยดี ✌️📚 Reference Roediger, H. L., III, & Karpicke, J. D. (2006). Test-Enhanced Learning: Taking Memory Tests Improves Long-Term Retention. Psychological Science, 17(3), 249–255. https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2006.01693.x
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับการสนับสนุนนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเรียนในห้องเรียน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลองคิด ทดลองสร้าง และพัฒนาไอเดียของตัวเองไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรมด้านนวัตกรรม Startup การพัฒนาต้นแบบ และการทดลองกับตลาดจริง สำหรับนักศึกษาที่มีไอเดีย อยากสร้างธุรกิจ หรือแม้แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน การอยู่ในมหาวิทยาลัยถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะรอบตัวมีทั้งเพื่อนต่างสาขา อาจารย์ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ พื้นที่ทดลอง และ Community ที่สามารถช่วยเปลี่ยนความสนใจเล็ก ๆ ให้กลายเป็นการลงมือทำได้ หนึ่งในกลไกที่สนับสนุนเส้นทางนี้ คือ builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program โปรแกรมสร้าง Startup และผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเริ่มได้ตั้งแต่ยังไม่มีไอเดีย ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบ ทดลองตลาด และต่อยอดเป็นธุรกิจจริง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับการเรียนรู้ที่มากกว่าห้องเรียน การเรียนในมหาวิทยาลัยช่วยให้นักศึกษา ได้รับความรู้จากศาสตร์ที่ตัวเองสนใจ แต่การสร้างผู้ประกอบการต้องอาศัยทักษะมากกว่าความรู้เพียงด้านเดียว นักศึกษาต้องเรียนรู้การสังเกตปัญหา เข้าใจผู้ใช้ คิดวิธีแก้ปัญหา ทำงานร่วมกับคนอื่น ทดลองไอเดีย และปรับปรุงสิ่งที่สร้างขึ้นจาก Feedback ที่ได้รับ ทักษะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเปิดบริษัทจริงตั้งแต่วันแรก นักศึกษาสามารถเริ่มจากโปรเจกต์เล็ก ๆ ทดลองขายสินค้า ทำบริการ ทดลองสร้าง Prototype หรือพัฒนาไอเดียเพื่อแก้ปัญหาที่ตัวเองพบในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “คิดว่าน่าจะทำได้” ไปสู่ “ลองทำ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น” กระบวนการนี้ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นพื้นที่ทดลองที่ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้ ทำไม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเหมาะกับการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ ข้อได้เปรียบ ของการเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา คือเรายังอยู่ท่ามกลางทรัพยากรและผู้คนจากหลากหลายศาสตร์ ไอเดียธุรกิจหนึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงสาขาเดียว นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์อาจมีเทคโนโลยี แต่ต้องการเพื่อนด้านการตลาด นักศึกษาด้านสุขภาพอาจเข้าใจปัญหาของผู้ใช้ แต่ต้องการคนช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ นักศึกษาด้านศิลปะหรือการสื่อสารอาจมองเห็นประสบการณ์ใหม่ที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ ขณะที่นักศึกษาด้านบริหารธุรกิจอาจช่วยเปลี่ยนไอเดียเหล่านั้นให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถทดลองกับตลาดได้ เมื่อคนจากหลายศาสตร์มาทำงานร่วมกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงสามารถเป็นพื้นที่เชื่อมต่อความรู้ ไอเดีย และความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างโครงการและธุรกิจรูปแบบใหม่ได้ จากปัญหาเล็ก ๆ สู่ไอเดียธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ธุรกิจอะไรทำแล้วรวย?” แต่สามารถเริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นว่า “มีปัญหาอะไรที่เราอยากแก้?” ตัวอย่างเช่น เมื่อพบปัญหาแล้ว ขั้นตอนถัดไปไม่ใช่การรีบสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ที่สุด แต่คือการตรวจสอบก่อนว่า คนอื่นมีปัญหานี้จริงหรือไม่ เส้นทางง่าย ๆ สามารถเริ่มจาก Problem → Customer → Idea → Prototype → MVP → Market Test ถ้าผู้ใช้ไม่สนใจ เราเรียนรู้และปรับใหม่ ถ้าผู้ใช้เริ่มสนใจ เราจึงค่อยลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อพัฒนาต่อ นี่คือหนึ่งในทักษะสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการที่นักศึกษาสามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนนักศึกษาให้เริ่มธุรกิจได้อย่างไร การสร้างผู้ประกอบการไม่ได้เกิดจากการจัดอบรมเพียงครั้งเดียว แต่ต้องมีพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลองอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาบางคนอาจอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีไอเดีย บางคนมีไอเดียแล้วแต่ยังไม่มีทีม บางทีมเริ่มสร้าง Prototype บางทีมมีผลิตภัณฑ์แล้วและกำลังหาลูกค้ากลุ่มแรก ดังนั้น การสนับสนุนจึงต้องแตกต่างกันในแต่ละ Stage สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่ต้องการอาจเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อนใหม่ และโอกาสในการสำรวจปัญหา เมื่อเริ่มมีไอเดีย สิ่งที่ต้องการอาจเปลี่ยนเป็น Mentor เครื่องมือในการพัฒนาต้นแบบ หรือพื้นที่สำหรับทดสอบ และเมื่อมีผลิตภัณฑ์ สิ่งสำคัญอาจกลายเป็นการทดลองตลาด การหา Business Model และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่เหมาะสม builds CMU พื้นที่ให้นักศึกษาได้ลองเป็นผู้ประกอบการ builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program เป็นพื้นที่หนึ่งสำหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อยากเริ่มต้นเรียนรู้ด้าน Startup และการเป็นผู้ประกอบการ แนวคิดของ builds คือ นักศึกษาไม่จำเป็นต้องมีธุรกิจอยู่ก่อนแล้วจึงจะเข้าร่วมได้ ยังไม่มีไอเดียก็เริ่มได้ นักศึกษาสามารถเริ่มจากการเข้าร่วมกิจกรรม พบเพื่อนจากต่างคณะ เรียนรู้จากผู้ประกอบการ ทดลองคิดไอเดีย และค่อย ๆ พัฒนาความสนใจของตัวเองไปสู่สิ่งที่จับต้องได้ เมื่อมีไอเดียแล้ว เส้นทางสามารถพัฒนาต่อไปสู่การสร้างทีม การทำ Prototype และ MVP รวมถึงการทดลองกับตลาดจริง โดยมี Mentor และผู้เชี่ยวชาญช่วยสนับสนุนระหว่างทาง จุดสำคัญจึงไม่ใช่การบอกให้นักศึกษาทุกคนต้องเปิดบริษัท แต่คือการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ “ลอง” ลองคิด ลองสร้าง ลองขาย ลองคุยกับลูกค้า และลองเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง Community ช่วยให้นักศึกษาเริ่มต้นง่ายขึ้น หนึ่งในอุปสรรคของนักศึกษาที่อยากเริ่มทำธุรกิจคือ “อยากทำ แต่ไม่มีเพื่อนทำด้วย” การสร้าง Community จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Startup Ecosystem เมื่อนักศึกษาจากหลายคณะได้มาเจอกัน คนที่มีทักษะต่างกันสามารถสร้างทีมร่วมกันได้ คนหนึ่งอาจเขียนโปรแกรม อีกคนออกแบบ อีกคนเข้าใจลูกค้า อีกคนขายเก่ง การมี Community ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องเกิดจากคนที่รู้ทุกอย่างเพียงคนเดียว builds ยังทำงานร่วมกับ Startup Club ในหลายคณะ เพื่อสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้เริ่มต้นจากความสนใจและความเชี่ยวชาญในสาขาของตัวเอง ก่อนเชื่อมต่อกับนักศึกษาจากศาสตร์อื่น ๆ จากไอเดีย สู่ Prototype และ MVP ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยในการเริ่มธุรกิจคือการใช้เวลานานเกินไปกับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่คิดว่า “สมบูรณ์แบบ” แต่สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างสิ่งที่ง่ายพอให้ผู้ใช้ทดลองได้เร็ว Prototype แรกอาจเป็นเพียง เมื่อมีคนทดลองใช้ เราจะเริ่มได้รับข้อมูลว่าอะไรควรทำต่อและอะไรไม่จำเป็น หลังจากนั้นจึงค่อยพัฒนาไปสู่ MVP หรือ Minimum Viable Product ที่สามารถใช้ทดสอบสมมติฐานสำคัญของธุรกิจกับตลาดจริงได้ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยากเริ่มธุรกิจ ควรเริ่มตรงไหน ถ้าคุณเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกำลังคิดว่าอยากลองทำธุรกิจ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ลองเริ่มจาก 5 ขั้นตอนนี้ 1. มองหาปัญหาใกล้ตัว สังเกตว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ตัวเองหรือคนรอบตัวเสียเวลา เสียเงิน หรือรู้สึกไม่สะดวก 2. คุยกับคนที่มีปัญหานั้น อย่าเพิ่งรีบขายไอเดีย ลองถามและฟังว่าปัญหาที่เราคิดว่าสำคัญนั้นสำคัญกับเขาจริงหรือไม่ 3. สร้างวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องสร้าง Application หรือผลิตสินค้าจำนวนมากตั้งแต่แรก 4. ให้คนจริงทดลอง เก็บ Feedback และสังเกตพฤติกรรม ไม่ใช่ถามเพียงว่า “ชอบไหม?” 5. ปรับแล้วทดลองอีกครั้ง ถ้าสิ่งแรกไม่เวิร์ก ไม่ได้หมายความว่าเราทำธุรกิจไม่ได้ แต่หมายความว่าเราเพิ่งได้ข้อมูลใหม่สำหรับการทดลองครั้งต่อไป การเป็นผู้ประกอบการไม่ได้จำกัดอยู่แค่คณะบริหารธุรกิจ นักศึกษาทุกศาสตร์สามารถพัฒนาทักษะผู้ประกอบการได้ เพราะหัวใจของ Entrepreneurship ไม่ได้อยู่ที่การจดทะเบียนบริษัทหรือการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการมองเห็นปัญหา สร้างคุณค่า ทดลองแนวทางแก้ไข และทำให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นจริง ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งกับ Startup ธุรกิจครอบครัว งานวิจัยและนวัตกรรม Social Enterprise การทำงานในองค์กร หรือแม้แต่การสร้างโครงการใหม่ภายในบริษัท ดังนั้น ต่อให้สุดท้ายไม่ได้เลือกเป็นเจ้าของธุรกิจ ประสบการณ์จากการทดลองเป็นผู้ประกอบการก็ยังสามารถกลายเป็นทักษะสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตได้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ดีสำหรับการเริ่มทดลอง ช่วงเวลาที่อยู่ใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นช่วงที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงผู้คน ความรู้ ทรัพยากร และโอกาสในการทดลองได้จำนวนมาก บางไอเดียอาจไปต่อ บางไอเดียอาจต้องเปลี่ยน บาง Prototype อาจไม่มีใครใช้ และบางทีมอาจค้นพบโอกาสที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้แบบผู้ประกอบการ บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้มีเพียงการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสมัครงานหลังเรียนจบ แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้นักศึกษาได้ทดลอง สร้างงาน สร้างนวัตกรรม และสร้างธุรกิจของตัวเอง สำหรับนักศึกษาที่อยากเริ่มต้น สามารถติดตามกิจกรรม Community และเส้นทางการพัฒนา Startup จาก builds CMU เพื่อเริ่มจากจุดที่ตัวเองอยู่ในวันนี้ได้ เพราะธุรกิจแรกอาจไม่ได้เริ่มจากคำว่า “ฉันอยากเป็นผู้ประกอบการ” แต่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ปัญหานี้ เราทำให้มันดีขึ้นได้ไหม?” รู้จัก builds CMU พื้นที่สำหรับนักศึกษาที่อยากลองเริ่มต้น หากคุณเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สนใจเรื่อง Startup การทำธุรกิจ หรือนวัตกรรม แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่คุณสามารถเข้ามาลองเรียนรู้และค้นหาเส้นทางของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องมีทีม และไม่จำเป็นต้องมีไอเดียที่พร้อมตั้งแต่วันแรก คุณสามารถเริ่มจากการเข้าร่วมกิจกรรม ทำความรู้จักเพื่อนจากต่างคณะ เรียนรู้จาก Mentor และผู้ประกอบการ หรือทดลองพัฒนาไอเดียเล็ก ๆ ให้กลายเป็น Prototype และ MVP ที่สามารถนำไปทดสอบกับผู้ใช้จริงได้ เพราะการเป็นผู้ประกอบการอาจไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบที่ชัดเจนที่สุด แต่อาจเริ่มจากการได้อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เรา กล้าคิด กล้าลอง และกล้าลงมือทำ ถ้าคุณอยากลองเริ่มต้น สามารถทำความรู้จักกิจกรรม โปรแกรม และ Community ของ builds CMU แล้วเลือกจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับตัวเองได้เลย รู้จัก builds CMU และดูกิจกรรมสำหรับนักศึกษา →
ครบรอบ 3 ปี builds CMU: เรียนรู้ธุรกิจจากการลงมือทำจริง เพราะ Everyone Can Start

3 ปีของ builds CMU คือการชวนนักศึกษาเรียนรู้ธุรกิจ ผ่านการคิดจริง ลองจริง และทำจริง วันที่ 16 สิงหาคม 2566 คือวันเริ่มต้นของ builds – CMU Startup & Entrepreneurial Program โปรแกรมที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการและทดลองสร้างธุรกิจตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย builds เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ในฐานะหนึ่งในกลไกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการขับเคลื่อนสู่การเป็น Entrepreneurial University แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ builds พยายามสร้าง ไม่ใช่เพียงจำนวน Startup หรือจำนวนบริษัทใหม่ สิ่งที่เราอยากสร้างคือ ประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ทำให้นักศึกษาได้ลองคิดได้ลองตัดสินใจได้ออกไปเจอลูกค้าได้สร้างสิ่งของขึ้นมาทดลองได้เจอคำว่า “ไม่”ได้กลับมาแก้ไขและได้เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเราเชื่อว่า การเป็นผู้ประกอบการ ไม่ได้เรียนรู้ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่อยากรู้จัก builds มากขึ้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เกี่ยวกับ builds CMU ซึ่งอธิบายบทบาทของ builds ในการสร้าง Startup Ecosystem และพื้นที่ให้นักศึกษา นักวิจัย และบุคลากรได้ทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดสู่ธุรกิจจริง การเป็นผู้ประกอบการ ไม่ได้เรียนรู้ได้จากห้องเรียนอย่างเดียว – ไม่จำเป็นต้องพร้อมก่อน ถึงจะลองเริ่มได้ หลายครั้ง เวลาพูดถึงคำว่า “Startup” หรือ “ผู้ประกอบการ” เราอาจคิดว่าต้องมีไอเดียที่ดี มี Business Plan มีทีม หรือมีสินค้าอยู่แล้ว แต่สำหรับ builds จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น คุณไม่จำเป็นต้องมี Business Plan ตั้งแต่วันแรก ไม่จำเป็นต้องมี Prototype ยังไม่จำเป็นต้องมีทีม และไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าไอเดียสุดท้ายของตัวเองจะออกมาเป็นแบบไหน สิ่งที่พอจะมี อาจเป็นเพียงคำถามว่า “มีอะไรบางอย่างที่เราอยากลองไหม?” จากคำถามเล็ก ๆ นั้น เราค่อย ๆ เริ่มหาคำตอบ ลองมองหาปัญหาที่สนใจลองออกไปพูดคุยกับคนที่เจอปัญหานั้นลองหาเพื่อนร่วมทีมลองสร้างสิ่งง่าย ๆ ขึ้นมาและลองนำมันไปให้คนจริง ๆ ใช้ เพราะที่ builds เราเชื่อว่า ไอเดียจะชัดขึ้น เมื่อเราได้ลองทำจริง ใครที่กำลังมีคำถามว่าอยากเริ่มธุรกิจแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร สามารถอ่านต่อได้ที่ ทำธุรกิจอะไรดี? วันนี้ builds CMU มีคำตอบ ซึ่งรวบรวมแนวทางเริ่มต้นจากการค้นหาปัญหาและโอกาสรอบตัว เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ลองคิด ลองทำ และลองใช้ชีวิตแบบเจ้าของธุรกิจ สำหรับ builds การเรียนรู้เรื่องผู้ประกอบการไม่ได้หมายถึงการเรียนวิธีเขียน Business Model หรือฝึก Pitch เพียงอย่างเดียว แต่คือการได้ลองสัมผัส กระบวนการของคนทำธุรกิจจริง เริ่มจากการค้นหาปัญหา แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เราจะขายอะไรดี?” เราอยากชวนให้เริ่มจากการมองว่า คนรอบตัวกำลังเจอปัญหาอะไรอยู่? จากนั้นจึงค่อยออกไปพูดคุยและค้นหาว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเอง คุยกับลูกค้าจริง บางครั้งสิ่งที่เราเชื่อกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการอาจไม่เหมือนกัน การออกไปคุยกับผู้ใช้จริงจึงช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้ว่า ธุรกิจไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราอยากสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าใจว่า เรากำลังสร้างคุณค่าให้ใคร นี่เป็นจุดที่การเรียนรู้เริ่มเปลี่ยนจากทฤษฎีมาเป็นประสบการณ์ของตัวเอง สร้าง Prototype หรือ MVP เมื่อเริ่มเข้าใจปัญหาแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ทันที สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างบางอย่างที่ง่ายพอให้ทดลองได้ อาจเป็น PrototypeMockupLanding Pageตัวอย่างบริการหรือ MVP แบบง่ายที่สุด เป้าหมายไม่ใช่การทำให้มัน “สมบูรณ์” แต่คือการทำให้เราสามารถนำไอเดียออกจากหัว และไปเรียนรู้จากโลกจริงได้ ทดลองและรับ Feedback บาง Prototype ใช้ไม่ได้ บาง Pitch ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง บางครั้งลูกค้าอาจตอบว่า “ไม่สนใจ” และบางทีมอาจค้นพบว่าไอเดียที่ทำมาหลายสัปดาห์ควรเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการทดลองล้มเหลว เพราะทุกครั้งที่ลงมือทำ เราได้ข้อมูลบางอย่างกลับมา ไม่ใช่ทุกไอเดียจะสำเร็จในครั้งแรกแต่ทุกครั้งที่ลงมือทำ เราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างกลับมาได้ นี่คือสิ่งที่เราอยากให้นักศึกษาได้สัมผัสจาก builds จากคำถามว่า “เราจะทำได้ไหม?” สู่ “ถ้าจะลองเริ่ม เราต้องเริ่มอย่างไร?” หนึ่งในภาพที่เราอยากเห็นมากที่สุด ไม่ใช่วันที่นักศึกษาสามารถ Pitch ได้ดีที่สุด แต่คือวันที่วิธีคิดเริ่มเปลี่ยน จากเดิมที่ถามว่า “เราจะทำได้ไหม?” ไปเป็น “ถ้าจะลองเริ่ม เราต้องเริ่มอย่างไร?” เพราะจุดนั้นคือช่วงเวลาที่นักศึกษาเริ่มคิดแบบ เจ้าของปัญหาและเจ้าของธุรกิจ เริ่มตั้งคำถามด้วยตัวเองเริ่มตัดสินใจเองเริ่มรับผิดชอบต่อสิ่งที่เลือกและเรียนรู้จากผลลัพธ์จริง การเรียนรู้จึงไม่ได้อยู่แค่ในห้องอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น ประสบการณ์ของตัวเอง builds จึงวางตัวเองเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้ทดลอง ตั้งแต่การมีไอเดียไปจนถึงการสร้างต้นแบบ ทดลองขาย และต่อยอดเป็นธุรกิจจริง หากอยากเห็นภาพว่า builds สนับสนุนนักศึกษาจากไอเดียไปสู่ธุรกิจอย่างไร อ่านต่อได้ที่ เปลี่ยนไอเดียให้เป็นธุรกิจจริง เริ่มได้ในรั้ว มช. ที่ builds 3 ปีที่ผ่านมา จากการลองเล็ก ๆ สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อการทดลองเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไอเดียบางส่วนเริ่มพัฒนาไปไกลกว่าเดิม จากคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนกลายเป็นคนที่มองเห็นปัญหา จากปัญหากลายเป็น Business Idea จาก Business Ideaกลายเป็น Prototype หรือ MVP และจากบาง Prototypeค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ทีมผู้ประกอบการและธุรกิจจริง ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา builds มีผลลัพธ์สะสม ได้แก่ 340 Business Ideas ไอเดียธุรกิจที่เกิดขึ้นจากนักศึกษาซึ่งผ่านกระบวนการค้นหาโจทย์ ทดลองแนวคิด และพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ Prototype / MVP และทีมที่ลงมือพัฒนาของจริง หลายไอเดียถูกเปลี่ยนจากสิ่งที่อยู่บนกระดาษ ให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถนำไปทดลองกับผู้ใช้และตลาดได้ 25 ธุรกิจ / บริษัท ทีมบางส่วนเดินหน้าจากการทดลองไปสู่การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจจริง รายได้และเงินลงทุนรวมกว่า 33.6 ล้านบาท เป็นหนึ่งในหลักฐานว่าการเรียนรู้จากการทดลองสามารถเดินทางต่อไปสู่ผลลัพธ์ในโลกธุรกิจได้ Community กว่า 5,997 คน เบื้องหลังทุกกิจกรรมคือ Community ของนักศึกษา อาจารย์ Mentor ผู้ประกอบการ และเครือข่ายที่ร่วมกันทำให้การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพียงลำพัง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ปลายทางของ buildsแต่เป็นหลักฐานว่าการเริ่มต้นเล็ก ๆ สามารถเติบโตต่อได้ builds เป็นส่วนหนึ่งของ Startup Ecosystem มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ builds ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว การสร้างผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัยต้องอาศัยทั้งพื้นที่เรียนรู้ อาจารย์ Mentor ผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างสนับสนุน เทคโนโลยี งานวิจัย เครือข่ายธุรกิจ และโอกาสในการทดลองตลาด อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ STeP CMU มีพันธกิจด้านการสร้าง Startup Ecosystem และ Business Incubation เพื่อผลักดันให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมจากทรัพยากรและองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย สามารถศึกษาบทบาทของหน่วยงานเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับทีมที่พัฒนาไปสู่การบ่มเพาะธุรกิจในระดับที่เข้มข้นขึ้น ยังมี Basecamp24 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกของ STeP CMU ที่สนับสนุน Startup ผ่านการให้คำปรึกษา เครือข่าย และการพัฒนาธุรกิจ การเปิดตัว builds เมื่อปี 2566 ก็เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการสร้างกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย STeP มีส่วนร่วมในระบบสนับสนุนดังกล่าว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือ “คน” ที่อยู่เบื้องหลัง 340 ไอเดียอาจดูเป็นเพียงตัวเลข แต่เบื้องหลังทุกไอเดีย มีคนที่เคยสงสัยว่า “สิ่งนี้จะเป็นไปได้จริงไหม?” 25 บริษัทอาจดูเป็นผลลัพธ์ของโครงการ แต่ก่อนจะเป็นบริษัท ทุกทีมเคยมีวันที่ไอเดียยังไม่ชัด Prototype ยังไม่สมบูรณ์ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกค้าจะสนใจสิ่งที่กำลังสร้างหรือไม่ สำหรับ builds นั่นคือส่วนที่มีความหมาย เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้แบบผู้ประกอบการ ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุกคนต้องจบออกไปเปิดบริษัท สิ่งที่เราอยากให้ติดตัวออกไป คือความสามารถในการ มองเห็นปัญหาตั้งคำถามลองหาคำตอบลงมือทำตัดสินใจรับ Feedbackและ เรียนรู้จากผลลัพธ์ของตัวเอง ไม่ว่าสุดท้ายเขาจะเลือกเป็นผู้ประกอบการทำงานในองค์กรเป็นนักวิจัยหรือสร้างเส้นทางของตัวเอง ประสบการณ์เหล่านี้ก็ยังมีคุณค่า ครบรอบ 3 ปี builds CMU — ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้าง Ecosystem นี้ วันนี้ builds เดินทางมาครบ 3 ปี และการเดินทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนคนเดียว ขอขอบคุณ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น Entrepreneurial University ซึ่งเป็นหนึ่งในบริบทสำคัญของการก่อตั้ง builds ขอบคุณ อาจารย์และบุคลากร ที่ช่วยเปิดพื้นที่ เปิดโอกาส และเชื่อมโยงนักศึกษาเข้าสู่ประสบการณ์ใหม่ ขอบคุณ Mentor พาร์ตเนอร์ และผู้ประกอบการ ที่แบ่งปันประสบการณ์จริง และช่วยตั้งคำถามกับทีมในวันที่คำตอบยังไม่ชัด และขอบคุณ นักศึกษาทุกคน ทั้งคนที่มา Workshopคนที่เข้ามาปรึกษาคนที่มาหาเพื่อนร่วมทีมคนที่ทำ Prototype ครั้งแรกคนที่ Pitch ครั้งแรกคนที่ลองขายของครั้งแรก รวมถึงคนที่ทดลองแล้วค้นพบว่า “สิ่งนี้อาจไม่ใช่เส้นทางของเรา” เพราะนั่นก็เป็นการเรียนรู้เหมือนกัน ทุกคนคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ builds ค่อย ๆ กลายเป็น Startup Ecosystem และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการทดลอง ซึ่งเป็นแนวทางที่ builds ระบุไว้ในการสร้างพื้นที่ให้สมาชิกมหาวิทยาลัยได้ทดลอง ล้มเหลว และเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ จาก 3 ปีที่ผ่านมา → builds ในปีต่อ ๆ ไป ตลอด 3 ปี builds ได้เห็นคนมากมายเริ่มจาก คำถามเล็ก ๆไอเดียที่ยังไม่ชัดPrototype ที่ยังไม่สมบูรณ์และความกล้าที่จะลองเป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่เราอยากเห็นต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงว่า builds จะเติบโตแค่ไหน เราอยากเห็นว่า “คุณจะเริ่มอะไร?” มีไอเดีย → มาคุยกัน ยังไม่มีไอเดีย → มาหาโจทย์ด้วยกัน มีโปรเจกต์ → มาลองกับตลาด กำลังหาทีม → มาเจอกันใน Community คุณสามารถเริ่มรู้จักพื้นที่และโอกาสต่าง ๆ ได้จาก builds CMU ซึ่งรวบรวมข้อมูลกิจกรรม เรื่องราว และช่องทางสำหรับนักศึกษาที่อยากเริ่มต้น คุณไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมดตั้งแต่วันนี้ บางครั้งจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรู้ว่าเราจะไปถึงตรงไหน แต่เป็นการตัดสินใจว่า “เราจะลองก้าวแรกหรือยัง?” The Next Start Could Be Yours. Everyone Can Start.
รวมกิจกรรมน่าสนใจจาก builds CMU 🚀 | พื้นที่สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ ของนักศึกษา มช.

builds CMU หรือ CMU Startup & Entrepreneurial Program คือพื้นที่สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่อยากลองคิด ลงมือทำ และเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการจากประสบการณ์จริง ไม่ว่าตอนนี้คุณจะยังไม่มีไอเดีย มีไอเดียแต่ไม่มีทีม หรือมีต้นแบบแล้วและอยากนำไปทดลองกับตลาด ก็สามารถเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับจุดที่ตัวเองอยู่ได้ หลายคนคิดว่าการเริ่มธุรกิจต้องมีไอเดียที่สมบูรณ์ มีทีมที่พร้อม หรือเก่งเรื่องธุรกิจมาก่อน แต่ความจริงแล้ว การเริ่มต้นอาจมาจากการสังเกตปัญหาใกล้ตัว การพบเพื่อนที่สนใจเรื่องเดียวกัน หรือการลองสร้างต้นแบบเล็ก ๆ เพื่อเรียนรู้จากผู้ใช้จริง builds จึงออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ตั้งแต่การจุดประกายไอเดีย พัฒนาทักษะ หาเพื่อนร่วมทีม สร้าง Prototype ทดลองตลาด ไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจและเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญหรือเครือข่ายผู้ประกอบการ กิจกรรม builds CMU เหมาะกับใครบ้าง? กิจกรรมของ builds ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับคนที่มีธุรกิจอยู่แล้วเท่านั้น แต่เหมาะกับนักศึกษาหลากหลายกลุ่ม เช่น ลองดูว่าตอนนี้คุณอยู่ในจุดไหน แล้วเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับคุณได้เลย เริ่มต้นจากการเรียนรู้และพบเพื่อนร่วมทาง Wednesday Playground Wednesday Playground คือกิจกรรม Hands-on Workshop ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองใช้เครื่องมือ ฝึกทักษะเฉพาะด้าน ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนต่างคณะ และนำผลงานมาแลกเปลี่ยน Feedback กัน กิจกรรมนี้เหมาะกับคนที่อยากพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และเรียนรู้จากการทดลองในพื้นที่ที่ไม่กดดัน เพราะทักษะการเป็นผู้ประกอบการไม่ได้เกิดจากการฟังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ลงมือทำจริง Friday Night Friday Night คือกิจกรรม Networking ในบรรยากาศสบาย ๆ ที่เปิดโอกาสให้คนสาย Business, Design, Technology และสาขาอื่น ๆ ได้มาพบกัน คุณสามารถเข้ามาแบ่งปันไอเดีย ปรึกษาสิ่งที่กำลังทำ หาเพื่อนร่วมทีม หรือทำความรู้จักกับคนที่อาจกลายเป็น Co-founder ในอนาคต เหมาะกับคนที่มีไอเดียแล้ว แต่ยังขาดทีม หรือยังไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกับใคร ZERO TO CEO ZERO TO CEO คือเวิร์กช็อปสำหรับนักศึกษาที่อยากทดลองทำธุรกิจตั้งแต่ต้น เริ่มจากการคิดไอเดีย ทำความเข้าใจลูกค้า พัฒนาสินค้าหรือบริการ สร้างต้นแบบ และทดลองนำเสนอหรือขายจริง จุดเด่นคือผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานธุรกิจหรือมีทีมมาก่อน สามารถเริ่มจากความสนใจและความอยากลอง แล้วเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ผ่านการลงมือทำและคำแนะนำจากเมนเทอร์ พัฒนาไอเดียสู่ธุรกิจจริงกับ builds CMU สำหรับคนที่มีไอเดียหรือต้นแบบอยู่แล้ว builds CMU มีเส้นทางพัฒนาให้เลือกตามความพร้อมของโครงการ ตั้งแต่การตรวจสอบปัญหา ไปจนถึงการสร้างธุรกิจจริง builds IDEA เหมาะกับคนที่มีไอเดียเริ่มต้น หรือพบปัญหาบางอย่างที่อยากแก้ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การค้นหา Pain Point ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบแนวคิด และนำไอเดียไปทดสอบว่ามีคนต้องการจริงหรือไม่ เป้าหมายในช่วงนี้ไม่ใช่การรีบเปิดบริษัท แต่คือการลดความเสี่ยงด้วยการตรวจสอบว่าเรากำลังแก้ปัญหาที่สำคัญให้กับลูกค้าจริง builds SOLUTION เหมาะกับทีมที่มี Prototype หรือต้นแบบอยู่แล้ว และต้องการพัฒนาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้งานและขายได้จริง ทีมจะได้เรียนรู้เรื่องโมเดลรายได้ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การผลิต First Lot การทดสอบกับผู้ใช้ และการเก็บ Feedback จากตลาด เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าก่อนลงทุนเพิ่ม builds BUSINESS เหมาะกับทีมที่ผ่านการทดสอบไอเดียและผลิตภัณฑ์มาแล้ว และพร้อมเดินหน้าสู่การจัดตั้งหรือบริหารธุรกิจอย่างจริงจัง เนื้อหาครอบคลุมเรื่องทีม การเงิน การตลาด การดำเนินงาน การเติบโตของธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญ พันธมิตร และโอกาสด้านการลงทุน รายละเอียดของทั้งสามเส้นทางสามารถดูได้ที่หน้า รวมกิจกรรมสายธุรกิจของ builds พาผลงานไปต่อในเวทีที่ใหญ่ขึ้น Research to Market: R2M Research to Market หรือ R2M คือเวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมาวิเคราะห์ตลาด พัฒนาแนวคิดธุรกิจ และสร้างแผนสำหรับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกตั้งแต่การทำความเข้าใจเทคโนโลยี วิเคราะห์ลูกค้า วางโมเดลธุรกิจ ไปจนถึง Pitching ในระดับมหาวิทยาลัย ภูมิภาค และระดับประเทศ Startup Thailand League Startup Thailand League เป็นเวทีสำหรับนักศึกษาทั่วประเทศในการพัฒนาไอเดียนวัตกรรม เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ สร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานผ่านการแข่งขัน Pitching โครงการดำเนินงานโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และมีการแข่งขันตั้งแต่ระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศ สามารถติดตามข้อมูลจาก Startup Thailand League โดย NIA New Regional Startups New Regional Startups เป็นโครงการพัฒนาผู้ประกอบการที่ใช้กระบวนการ Workshop, Pitching, Consultation และการพัฒนา MVP เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเปลี่ยนไอเดียให้เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปทดลองกับตลาดได้ รายละเอียด คุณสมบัติ ระยะเวลา และการสนับสนุนในแต่ละปีอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบประกาศรอบล่าสุดก่อนสมัคร Experiential Learning Program: ELP Experiential Learning Program หรือ ELP เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการผ่านประสบการณ์จริง รวมถึงการนำไอเดียหรือ Prototype ไปทดลองกับเครือข่ายต่างประเทศ พบผู้ประกอบการ และเรียนรู้จากระบบนิเวศนวัตกรรมระดับนานาชาติ CMUBI และเครือข่ายบ่มเพาะธุรกิจ CMUBI และระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรของมหาวิทยาลัยเข้าสู่การพัฒนาธุรกิจ กลไกบ่มเพาะของ STeP มุ่งสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย การสร้างธุรกิจนวัตกรรม การเชื่อมต่อพันธมิตร และการจัดเตรียมพื้นที่หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการ มากกว่าการอบรม คือการได้ทดลองทำจริง นอกจากโปรแกรมหลักแล้ว ยังมีกิจกรรม Showcase, Mentoring, Pitching และ Networking ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกนำเสนอผลงาน รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ พบเพื่อนร่วมทีม และเชื่อมต่อกับโอกาสใหม่ ๆ บางทีมอาจเริ่มจากเวิร์กช็อปเล็ก ๆ บางทีมเริ่มจากงานวิจัยในห้องแล็บ และบางคนอาจเริ่มจากการเดินเข้ามาคุยโดยยังไม่มีไอเดีย สิ่งสำคัญคือการเลือกก้าวแรกที่เหมาะกับตัวเอง แล้วค่อยทดลอง เรียนรู้ และปรับปรุงจากข้อมูลจริง เลือกกิจกรรมให้ตรงกับจุดที่คุณอยู่ เลือกง่าย ๆ ตามนี้ เพราะการเป็นผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความพร้อม 100% คุณไม่ต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แค่เริ่มจากจุดที่คุณอยู่ แล้วค่อย ๆ คิด ทดลอง เรียนรู้ และสร้างของจริงไปกับ builds CMU ติดตามประกาศกิจกรรมและรอบรับสมัครล่าสุดได้ที่ หมายเหตุ: กิจกรรมส่วนใหญ่เปิดรับสมัครเป็นรอบ คุณสมบัติ ระยะเวลา รูปแบบกิจกรรม และการสนับสนุนอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์และ Facebook ของ builds CMU ก่อนสมัคร
builds FEST 2026: STARTUP PLAYGROUND พื้นที่ลองไอเดีย สร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา มช.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 builds CMU จัดกิจกรรม builds FEST 2026: STARTUP PLAYGROUND ภายใต้แนวคิด “ลองแล้ว ลุยเลย” เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และค้นหาจังหวะของตัวเองในโลกของสตาร์ทอัพและความเป็นผู้ประกอบการ งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเทศกาลของนักศึกษา แต่เป็นพื้นที่ทดลองจริงที่รวมไอเดียธุรกิจ ผลงานนักศึกษา บูธสตาร์ทอัพ ร้านค้านักศึกษา ทักษะแห่งอนาคต ดนตรี การแสดง และคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ไว้ในงานเดียว สำหรับ builds CMU การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความพร้อม 100% เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเดินเข้ามาดู เข้ามาคุย เข้ามาลองขาย เข้ามาหาเพื่อนร่วมทีม หรือแค่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า“ถ้าเรามีไอเดียหนึ่งอย่าง เราจะลองทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?” builds FEST 2026 คืออะไร? builds FEST 2026: STARTUP PLAYGROUND คือกิจกรรมที่ออกแบบให้เป็นสนามทดลองของนักศึกษา มช. ที่สนใจเรื่องธุรกิจ สตาร์ทอัพ นวัตกรรม ทักษะแห่งอนาคต และการพัฒนาตัวเองสู่การเป็นผู้ประกอบการ คำว่า Startup Playground สะท้อนแนวคิดสำคัญของงานนี้ได้ชัดเจน เพราะพื้นที่นี้ไม่ได้กดดันให้นักศึกษาต้องมีแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ลอง” ในบรรยากาศที่เข้าถึงง่าย สนุก และเป็นกันเอง บางคนอาจมาเพื่อเดินชมบูธบางคนอาจมาเพื่อหาแรงบันดาลใจบางคนอาจมาเพื่อทดลองขายของครั้งแรกบางคนอาจมาเพื่อดูว่าเพื่อนนักศึกษา มช. กำลังทำสตาร์ทอัพอะไรกันอยู่และบางคนอาจกลับออกไปพร้อมไอเดียธุรกิจแรกของตัวเอง นี่คือเสน่ห์ของ builds FEST 2026 งานที่เปลี่ยนคำว่า “อยากลอง” ให้เข้าใกล้คำว่า “เริ่มทำจริง” มากขึ้น บรรยากาศภายในงาน builds FEST 2026 บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักจากนักศึกษา มช. ผู้เข้าร่วมงาน ทีมสตาร์ทอัพ ร้านค้านักศึกษา หน่วยงานพันธมิตร และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาที่เข้ามาร่วมสร้างสีสันให้พื้นที่บริเวณงานมีชีวิตชีวาตลอดช่วงกิจกรรม ภายในงานมีทั้งโซนบูธกิจกรรม เวทีการแสดง พื้นที่ Pitching Showcase ร้านอาหารและเครื่องดื่มจากนักศึกษา พื้นที่ให้ความรู้ด้านทักษะแห่งอนาคต และจุดกิจกรรมที่ชวนนักศึกษาได้ลองคิด ลองเล่น ลองตอบคำถาม ลองค้นหาความสนใจของตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจของงานนี้คือ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ชม” แต่สามารถกลายเป็น “ผู้ลอง” ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการลองพูดคุยกับทีมสตาร์ทอัพ ลองฟังไอเดียของเพื่อนต่างคณะ ลองสนับสนุนร้านค้านักศึกษา หรือลองจินตนาการว่าตัวเองก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้เหมือนกัน 4 Zones of Fun สนามทดลองของนักศึกษา มช. กิจกรรม builds FEST 2026 ถูกออกแบบภายใต้ 4 โซนหลัก เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสมิติที่หลากหลายของการเป็นผู้ประกอบการ ตั้งแต่ทักษะอนาคต การค้นหาไอเดีย การนำเสนอผลงาน ไปจนถึงการค้นหาศักยภาพของตัวเอง F — Future Zone โซนทักษะแห่งอนาคต Future Zone คือพื้นที่สำหรับนักศึกษาที่อยากรู้ว่าโลกการทำงานยุคใหม่ต้องการทักษะอะไร และเราควรเริ่มเตรียมตัวอย่างไรตั้งแต่วันนี้ ภายในโซนนี้เน้นการเชื่อมโยงเรื่อง AI, Digital Skill, Future Skill และเครื่องมือที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาตัวเองต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการแก้ปัญหา หรือความเข้าใจโลกอาชีพในอนาคต เพราะในโลกของสตาร์ทอัพและธุรกิจยุคใหม่ ไอเดียที่ดีอย่างเดียวอาจยังไม่พอ นักศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะในการใช้เครื่องมือ เข้าใจผู้ใช้ สื่อสารคุณค่า และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง Future Zone จึงเป็นเหมือนประตูบานแรกที่ชวนให้นักศึกษาเห็นว่า ทักษะแห่งอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เริ่มเรียนรู้และฝึกฝนได้ตั้งแต่วันนี้ E — Entrepreneurship Zone โซนปลูกความเป็นผู้ประกอบการ Entrepreneurship Zone คือพื้นที่สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน โซนนี้ชวนนักศึกษามองปัญหาเป็นโอกาส เปลี่ยนความสนใจให้เป็นไอเดีย และเข้าใจว่าความเป็นผู้ประกอบการไม่ได้หมายถึงการต้องเปิดบริษัททันที แต่เริ่มจากการมีวิธีคิดแบบคนที่อยากแก้ปัญหา อยากสร้างคุณค่า และอยากทดลองทำบางอย่างให้เกิดขึ้นจริง กิจกรรมในโซนนี้ช่วยให้นักศึกษาเริ่มเข้าใจพื้นฐานของการคิดไอเดียธุรกิจ เช่น การมองปัญหา การตั้งสมมติฐาน การเข้าใจลูกค้า การทดลองไอเดีย และการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะจริง นี่คือโซนที่สำคัญมาก เพราะหลายครั้งธุรกิจแรกไม่ได้เริ่มจากการมีเงินทุนจำนวนมาก แต่เริ่มจากการกล้าถามคำถามง่าย ๆ ว่า“ปัญหานี้มีใครเจอเหมือนเราไหม?”“ถ้าเราลองแก้ปัญหานี้ จะมีใครอยากใช้หรืออยากซื้อไหม?” S — Startup Zone โซนลองสร้างธุรกิจนวัตกรรม Startup Zone คือพื้นที่แสดงผลงาน ไอเดีย และการนำเสนอธุรกิจจากนักศึกษา มช. ที่กำลังพัฒนาแนวคิดของตัวเองไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจจริง ภายในงานมีทีมสตาร์ทอัพจากนักศึกษาเข้าร่วมออกบูธและนำเสนอผลงานกว่า 20 ทีม รวมถึงบริษัทที่เกิดจากนักศึกษาและทีมที่อยู่ระหว่างการต่อยอดสู่ธุรกิจจริง จุดเด่นของ Startup Zone คือการทำให้นักศึกษาคนอื่น ๆ ได้เห็นว่า “สตาร์ทอัพ” ไม่ใช่คำที่อยู่ไกลตัว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย จากปัญหาในชีวิตประจำวัน จากงานวิจัย จากความถนัดเฉพาะทาง หรือจากการรวมทีมของเพื่อนต่างคณะ พื้นที่นี้ยังช่วยให้ทีมสตาร์ทอัพได้ฝึกการสื่อสารไอเดีย รับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงาน และมองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลงานของตัวเองต่อไป เพราะการ Pitching ที่ดีไม่ได้จบแค่การพูดให้ครบเวลา แต่คือการทำให้คนฟังเข้าใจว่าเรากำลังแก้ปัญหาอะไรแก้ให้ใครและทำไมไอเดียนี้ถึงควรถูกผลักดันต่อ T — Talent Zone โซนค้นหาศักยภาพนักศึกษา Talent Zone คือพื้นที่ที่สะท้อนว่า การสร้างธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่คนที่เก่งด้านธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งการสื่อสาร การออกแบบ เทคโนโลยี การวิเคราะห์ การสร้างคอนเทนต์ การขาย การแสดงออก และการทำงานเป็นทีม ในงาน builds FEST 2026 โซนนี้เชื่อมโยงกับกิจกรรมด้านความสามารถของนักศึกษา ดนตรี การแสดง และกิจกรรมที่ช่วยให้นักศึกษาได้สำรวจตัวเอง รวมถึงมองเห็นว่าความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมธุรกิจได้ บางคนอาจไม่ใช่ Founderแต่เป็น Designer ที่ทีมต้องการบางคนอาจไม่ใช่คนคิดไอเดียหลักแต่เป็นคนสื่อสารไอเดียให้คนเข้าใจบางคนอาจไม่ถนัดเทคโนโลยีแต่เข้าใจลูกค้าและขายเก่งมาก Talent Zone จึงเป็นพื้นที่ที่บอกนักศึกษาว่า ทุกความสามารถมีที่ทางของมันในโลกของสตาร์ทอัพ หากเราเจอทีมที่ใช่และโจทย์ที่อยากทำจริง พื้นที่ของเด็ก มช. ที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้เดินดู แต่มีไว้ให้ลองเริ่ม หนึ่งในแกนสำคัญของ builds FEST 2026 คือการทำให้งานนี้เป็นมากกว่างานอีเวนต์หนึ่งวัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่างนักศึกษา ไอเดีย ธุรกิจ และอนาคตของตัวเอง หลายครั้งนักศึกษาอาจรู้สึกว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องไกลตัว ต้องมีทุน ต้องมีประสบการณ์ ต้องมีความรู้ครบทุกอย่างก่อนจึงจะเริ่มได้ แต่บรรยากาศในงานนี้ช่วยลดกำแพงเหล่านั้นลง เพราะเมื่อได้เห็นเพื่อนนักศึกษายืนขายของเองได้เห็นทีมสตาร์ทอัพทดลองเล่าไอเดียของตัวเองได้เห็นรุ่นพี่เริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งเล็ก ๆได้เห็นหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนความรู้สึกว่า “เราก็น่าจะลองได้เหมือนกัน” จะเริ่มเกิดขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ builds CMU ต้องการสร้างให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร้านค้านักศึกษา พื้นที่ทดลองขายจริงในสนามจริง ภายในงาน builds FEST 2026 มีร้านค้าจากนักศึกษา มช. เข้าร่วมออกบูธจำนวน 6 ร้าน โดยแต่ละร้านมีนักศึกษาร่วมทีมประมาณ 2–6 คน เพื่อทดลองขายสินค้า อาหาร และเครื่องดื่มในบรรยากาศงานจริง การออกบูธของร้านค้านักศึกษาไม่ใช่เพียงการเพิ่มสีสันให้กับงาน แต่เป็นการเรียนรู้ธุรกิจแบบตรงไปตรงมาที่สุด เพราะนักศึกษาได้เจอลูกค้าจริง ได้สังเกตพฤติกรรมการซื้อจริง ได้ทดลองตั้งราคา ทดลองสื่อสารหน้าร้าน ทดลองจัดการสต็อก และทดลองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างขาย บางอย่างไม่มีในสไลด์เรียนแต่จะเจอทันทีเมื่อมีลูกค้ามายืนอยู่หน้าร้าน นี่คือเหตุผลที่การทดลองขายในงานจริงมีคุณค่ามาก เพราะมันทำให้นักศึกษาเข้าใจว่า ธุรกิจไม่ได้มีแค่ไอเดียสวยงาม แต่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องบริหารให้ดี ตั้งแต่สินค้า บรรจุภัณฑ์ ราคา การบริการ การเล่าเรื่อง ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า หน่วยงานพันธมิตรและคอมมูนิตี้ที่ช่วยเติมพลังให้ระบบนิเวศ อีกหนึ่งความสำคัญของ builds FEST 2026 คือการรวมพลังจากหน่วยงานพันธมิตรภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ภายในงานมีหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมออกบูธและจัดกิจกรรม เช่น Innomind Lab (TLCI), ITSC AI Academy, CMU Lifelong Education – มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สถาบันภาษา มช. รวมถึงชมรมและกลุ่มนักศึกษาที่ช่วยเติมสีสันให้กับงาน เช่น ชมรมรถแข่งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. และการแสดงจากกลุ่มนักศึกษาการสื่อสารมวลชน ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้หลายฝ่ายเข้ามาเชื่อมโยงกัน เมื่อหน่วยงานด้านเทคโนโลยี ทักษะภาษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต นวัตกรรม และกิจกรรมนักศึกษามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นักศึกษาจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า การสร้างธุรกิจหนึ่งอย่างต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน และแต่ละหน่วยงานสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเส้นทางนั้นได้ ทำไม builds FEST 2026 จึงสำคัญต่อการสร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา มช. builds FEST 2026 มีความสำคัญเพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมระหว่าง “การเรียนรู้” กับ “การลงมือทำ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในห้องเรียน นักศึกษาอาจได้เรียนรู้ทฤษฎี เครื่องมือ หรือกรอบคิดทางธุรกิจ แต่ในงานนี้ นักศึกษาได้เห็นภาพจริงของการเริ่มต้น ได้พบทีมที่กำลังทำจริง ได้ทดลองขาย ได้แลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมงาน และได้สัมผัสพลังของคอมมูนิตี้ สำหรับนักศึกษาที่มีไอเดียอยู่แล้ว งานนี้อาจช่วยให้เห็นช่องทางในการพัฒนาต่อสำหรับนักศึกษาที่ยังไม่มีไอเดีย งานนี้อาจช่วยให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองสำหรับนักศึกษาที่กำลังมองหาเพื่อนร่วมทีม งานนี้อาจทำให้เจอคนที่สนใจเรื่องเดียวกันสำหรับนักศึกษาที่ไม่เคยคิดเรื่องธุรกิจมาก่อน งานนี้อาจเป็นประตูบานแรกที่ทำให้รู้ว่า “ความเป็นผู้ประกอบการ” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด นี่คือพลังของพื้นที่ทดลอง เพราะบางครั้งสิ่งที่นักศึกษาต้องการไม่ใช่คำบรรยายยาว ๆ แต่คือพื้นที่ปลอดภัยพอให้เขาได้ลองผิด ลองถูก และค่อย ๆ ค้นพบเส้นทางของตัวเอง builds CMU คือพื้นที่สนับสนุนตั้งแต่ไอเดียจนถึงธุรกิจจริง builds CMU – Startup & Entrepreneurial Program คือโปรแกรมสร้างสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สนับสนุนนักศึกษาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดีย ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบ ทดลองตลาด และต่อยอดเป็นธุรกิจจริง บทบาทของ builds CMU ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การจัดกิจกรรม แต่ครอบคลุมการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเริ่มต้นธุรกิจของนักศึกษา เช่น การจัด Workshop การให้คำปรึกษาจาก Mentor การสร้างคอมมูนิตี้ การสนับสนุนพื้นที่ทำงาน การเชื่อมโยงเครือข่าย และการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทดลองทำจริง สำหรับนักศึกษาที่มีไอเดีย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร builds CMU เป็นเหมือนพื้นที่กลางที่ช่วยชวนคิด ชวนทำ และชวนพัฒนาต่อ สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่มีไอเดีย builds CMU ก็เป็นพื้นที่ให้เข้ามาเรียนรู้ หาแรงบันดาลใจ เจอเพื่อนใหม่ และค่อย ๆ ค้นหาโจทย์ที่อยากแก้ เพราะการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เส้นทางที่ต้องเดินคนเดียว และไม่มีใครจำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก จากงานหนึ่งวัน สู่เส้นทางการเติบโตของนักศึกษา แม้ builds FEST 2026 จะเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงหนึ่งวัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถต่อยอดได้มากกว่านั้น งานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของทีมใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของร้านค้าเล็ก ๆเป็นจุดเริ่มต้นของการสมัครเข้าร่วมกิจกรรม buildsหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบว่า ตัวเองก็มีศักยภาพในการสร้างอะไรบางอย่างได้จริง สิ่งสำคัญคือ นักศึกษาได้เห็นว่าเส้นทางผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว บางคนอาจเริ่มจากไอเดีย บางคนเริ่มจากงานวิจัย บางคนเริ่มจากความชอบ บางคนเริ่มจากการทดลองขาย และบางคนเริ่มจากการได้เจอเพื่อนร่วมทีมที่ใช่ builds FEST 2026 จึงไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นสนามซ้อม สนามลอง และสนามเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอบคุณทุกพลังที่ทำให้ builds FEST 2026 เกิดขึ้นจริง builds CMU ขอขอบคุณนักศึกษา มช. ทุกคนที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน builds FEST 2026: STARTUP PLAYGROUND ไม่ว่าจะมาเดินชมงาน มาหาไอเดีย มาชิม มาช้อป มาฟังดนตรี มาดูการแสดง หรือมาร่วมกิจกรรมในแต่ละโซน ขอขอบคุณทีมสตาร์ทอัพนักศึกษา ร้านค้านักศึกษา หน่วยงานพันธมิตร ชมรม กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา ทีมงานเบื้องหลัง และทุกคนที่ช่วยทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นสนามทดลองที่มีชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในงานนี้ยืนยันอีกครั้งว่า นักศึกษา มช. มีพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพมากพอที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้ หากมีพื้นที่ มีโอกาส และมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ก้าวต่อไปกับ builds CMU หลังจบงาน builds FEST 2026 การลองทำไม่ได้จบลง แต่จะต่อยอดไปสู่กิจกรรม โครงการ และโอกาสใหม่ ๆ ของ builds CMU ที่พร้อมสนับสนุนนักศึกษา มช. ในการเริ่มต้นเส้นทางสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ ไม่ว่าคุณจะมีไอเดียแล้ว ยังไม่มีไอเดีย อยากทดลองขาย อยากหาเพื่อนร่วมทีม อยากต่อยอดงานวิจัย หรืออยากเรียนรู้เรื่องธุรกิจตั้งแต่ศูนย์ builds CMU คือพื้นที่ที่พร้อมชวนคุณมาลองคิด ลองทำ และลองเติบโตไปด้วยกัน เพราะธุรกิจแรก อาจไม่ได้เริ่มจากความพร้อมแต่อาจเริ่มจากความกล้าที่จะบอกตัวเองว่า ลองแล้ว ลุยเลย ติดตามกิจกรรม ข่าวสาร และโอกาสใหม่ ๆ ได้ที่builds CMU – Startup & Entrepreneurial Program FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ builds FEST 2026 และ builds CMU builds FEST 2026 คืออะไร? builds FEST 2026: STARTUP PLAYGROUND คือกิจกรรมของ builds CMU ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษา มช. ได้ลองไอเดีย ลองทำธุรกิจ ทดลองขายสินค้า พบทีมสตาร์ทอัพ และเข้าร่วมกิจกรรมด้านทักษะแห่งอนาคต ความเป็นผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และความสามารถของนักศึกษา builds FEST 2026 เหมาะกับใคร? เหมาะกับนักศึกษา มช. ที่สนใจธุรกิจ สตาร์ทอัพ นวัตกรรม ทักษะแห่งอนาคต การทดลองขายสินค้า การหาเพื่อนร่วมทีม หรืออยากเริ่มต้นทำธุรกิจแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ไม่มีไอเดียธุรกิจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของ builds ได้ไหม? ได้ เพราะ builds CMU เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาเริ่มต้นได้ตั้งแต่ศูนย์ ไม่จำเป็นต้องมีไอเดียที่สมบูรณ์แบบมาก่อน สามารถเข้ามาเรียนรู้ หาแรงบันดาลใจ เข้าร่วมกิจกรรม และพัฒนาไอเดียร่วมกับทีม Mentor และเพื่อน ๆ ในคอมมูนิตี้ได้ builds CMU สนับสนุนนักศึกษาอย่างไร? builds CMU สนับสนุนนักศึกษาตั้งแต่การค้นหาไอเดีย การพัฒนาต้นแบบ การทดลองตลาด การรับคำปรึกษาจาก Mentor การเข้าร่วม Workshop การสร้างเครือข่าย และการต่อยอดไอเดียไปสู่ธุรกิจจริง ติดตามข่าวสาร builds CMU ได้ที่ไหน? สามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และโอกาสใหม่ ๆ ของ builds CMU ได้ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram, LINE Official และเว็บไซต์ builds CMU
Startup คืออะไร? builds มีคำตอบ – พร้อม 20 คำศัพท์สตาร์ทอัพควรรู้

Startup คือ ธุรกิจเกิดใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมักใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาของตลาดในวงกว้าง จุดสำคัญของสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่ “บริษัทเปิดใหม่” แต่คือธุรกิจที่ทดลองซ้ำ เรียนรู้เร็ว และมีเป้าหมายขยายตัวได้มากกว่าธุรกิจทั่วไป ถ้าคุณกำลังเริ่มทำธุรกิจ สนใจลงทุน หรืออยากเข้าใจข่าวธุรกิจยุคใหม่ builds จะพาไปรู้จักว่า startup คืออะไร ต่างจาก SME อย่างไร และรวม 20 คำศัพท์สตาร์ทอัพที่ควรรู้ไว้ในที่เดียว สำหรับนักศึกษา มช. หรือคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจจากไอเดียของตัวเอง สามารถต่อยอดผ่าน builds CMU Startup & Entrepreneurial Program ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Startup คืออะไร Startup หรือ สตาร์ทอัพ คือธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือการค้นหาโมเดลธุรกิจที่สามารถเติบโตซ้ำได้และขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว คำนิยามนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ที่อธิบายว่าสตาร์ทอัพคือธุรกิจเกิดใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม และมีโมเดลที่ทำซ้ำและขยายตลาดได้ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มเรียกรถ แอปส่งอาหาร เครื่องมือ AI ระบบชำระเงินออนไลน์ หรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานเร็วขึ้น ธุรกิจเหล่านี้มักเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าโมเดลใช้งานได้จริง ก็สามารถขยายไปยังผู้ใช้จำนวนมากได้ หัวใจของ Startup มี 3 อย่าง คือ ปัญหาที่ชัดเจน ตลาดที่ใหญ่พอ และวิธีแก้ปัญหาที่ขยายได้ Startup ต่างจาก SME อย่างไร หลายคนมักเข้าใจว่า Startup คือ SME แบบทันสมัย แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองแบบมีเป้าหมายและวิธีเติบโตต่างกัน หัวข้อ Startup SME เป้าหมาย เติบโตเร็วและขยายตลาดใหญ่ สร้างรายได้มั่นคงในตลาดที่ชัดเจน โมเดลธุรกิจ ยังทดลองและปรับเปลี่ยนได้ มักมีรูปแบบรายได้ค่อนข้างชัด การเติบโต เน้น scale อย่างรวดเร็ว โตตามกำลังผลิต ทีม หรือพื้นที่บริการ เงินทุน มักระดมทุนจากนักลงทุน มักใช้เงินทุนเจ้าของ กู้ยืม หรือรายได้ธุรกิจ ความเสี่ยง สูง แต่มีโอกาสเติบโตมาก ควบคุมได้มากกว่า แต่การเติบโตอาจช้ากว่า พูดง่าย ๆ คือ SME มักโฟกัสการทำธุรกิจให้มีกำไรและยั่งยืน ส่วน Startup โฟกัสการค้นหาโมเดลที่สามารถโตได้เร็วมากเมื่อเจอตลาดที่ใช่ หากอยากเห็นภาพว่าการบ่มเพาะผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัยทำงานอย่างไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เกี่ยวกับ builds CMU จุดเด่นของธุรกิจ Startup ธุรกิจ Startup มักมีลักษณะเด่นดังนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีจะเป็น Startup หากธุรกิจนั้นไม่สามารถขยายได้เร็ว หรือไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติบโตในตลาดใหญ่ ก็อาจเป็นธุรกิจดิจิทัลทั่วไปมากกว่า 20 คำศัพท์สตาร์ทอัพควรรู้ คำศัพท์ ความหมายแบบเข้าใจง่าย 1. Founder ผู้ก่อตั้งธุรกิจหรือสตาร์ทอัพ 2. Co-founder ผู้ร่วมก่อตั้งที่ช่วยสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้น 3. MVP สินค้ารุ่นแรกที่ทำเท่าที่จำเป็นเพื่อทดสอบตลาด 4. Product-Market Fit จุดที่สินค้าแก้ปัญหาตลาดได้จริงและมีคนต้องการ 5. Pitch Deck สไลด์นำเสนอธุรกิจสำหรับนักลงทุนหรือพาร์ทเนอร์ 6. Investor นักลงทุนที่ให้เงินทุนเพื่อแลกกับผลตอบแทนหรือหุ้น 7. Angel Investor นักลงทุนรายบุคคลที่มักลงทุนในช่วงเริ่มต้น 8. Venture Capital กองทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีโอกาสเติบโตสูง 9. Seed Funding เงินลงทุนรอบแรก ๆ สำหรับเริ่มพัฒนาธุรกิจ 10. Series A รอบระดมทุนหลังจากธุรกิจเริ่มพิสูจน์โมเดลได้แล้ว 11. Equity สัดส่วนความเป็นเจ้าของหรือหุ้นในบริษัท 12. Valuation มูลค่าประเมินของบริษัท 13. Burn Rate อัตราการใช้เงินของบริษัทในแต่ละเดือน 14. Runway ระยะเวลาที่ธุรกิจอยู่รอดได้จากเงินทุนที่มี 15. Traction หลักฐานว่าธุรกิจเริ่มมีการเติบโต เช่น ผู้ใช้ รายได้ หรือยอดใช้งาน 16. Scale การขยายธุรกิจให้โตขึ้นโดยไม่เพิ่มต้นทุนในสัดส่วนเท่ากัน 17. Pivot การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเมื่อแนวทางเดิมไม่ตอบโจทย์ 18. SaaS ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านระบบสมัครสมาชิก 19. CAC ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ 1 คน 20. LTV มูลค่ารวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ใช้บริการ เริ่มทำ Startup ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนเริ่มทำ Startup ไม่ควรเริ่มจากไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากปัญหาที่ต้องการแก้ ถ้าปัญหาไม่ใหญ่พอ หรือผู้ใช้ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องแก้ ธุรกิจอาจเติบโตได้ยาก สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเริ่ม ได้แก่ สตาร์ทอัพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากไอเดียใหญ่ที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาจริง แล้วทดลองให้เร็วพอจนเจอสิ่งที่ตลาดต้องการ FAQ : คำถามที่พบบ่อย Startup คือบริษัทเปิดใหม่ใช่ไหม ไม่เสมอไป บริษัทเปิดใหม่ทุกแห่งไม่จำเป็นต้องเป็น Startup เพราะ Startup ต้องมีเป้าหมายในการเติบโตเร็ว ขยายตลาดได้ และมักอยู่ระหว่างการค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำได้ Startup ต่างจาก SME อย่างไร Startup เน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วและการขยายธุรกิจในวงกว้าง ส่วน SME มักเน้นการทำธุรกิจให้มั่นคงในตลาดหรือพื้นที่ที่ชัดเจน ทำ Startup ต้องมีเทคโนโลยีเสมอไหม ไม่จำเป็นเสมอไป แต่เทคโนโลยีมักช่วยให้ Startup ขยายตัวได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน และเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากได้ง่ายกว่า MVP คืออะไรในโลก Startup MVP คือสินค้าหรือบริการเวอร์ชันแรกที่มีฟีเจอร์เท่าที่จำเป็น เพื่อทดสอบว่าตลาดต้องการสิ่งนี้จริงหรือไม่ ก่อนลงทุนพัฒนาเต็มรูปแบบ ทำไม Startup ต้องระดมทุน เพราะ Startup มักต้องใช้เงินเพื่อพัฒนาสินค้า หาทีม ขยายตลาด และเร่งการเติบโต การระดมทุนช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าเร็วขึ้น แต่ก็มาพร้อมความคาดหวังจากนักลงทุน สรุปส่งท้ายยย.. Startup คือธุรกิจเกิดใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาใหม่ ๆ และเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านโมเดลที่ขยายได้ การเข้าใจคำศัพท์พื้นฐาน เช่น MVP, Product-Market Fit, Burn Rate, Runway และ Venture Capital จะช่วยให้คุณอ่านข่าวธุรกิจ วางแผนไอเดีย หรือเริ่มต้นสร้างสตาร์ทอัพได้อย่างมั่นใจขึ้น หากคุณกำลังสร้างธุรกิจใหม่ ควรเริ่มจากการเข้าใจลูกค้า ทดสอบไอเดียให้เร็ว และสื่อสารคุณค่าของธุรกิจให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก และหากต้องการเริ่มลงมือจริง ลองดูตัวอย่างกิจกรรมอย่าง Zero to CEO ปั้นธุรกิจจริงใน 2 วัน หรือ รวมกิจกรรมสายธุรกิจของ builds CMU